การฝึกปฏิบัติที่แท้จริงคือการฝึกฝนตนเอง : เฟินเจวียน


ภายใต้การชี้นำจากจดหมายเดือนละฉบับของท่านอาจารย์ เราอ่านคัมภีร์ “เต้าเต๋อจิง” บทที่ 80 “สังคมที่รักใคร่ปรองดอง” ซ้ำไปซ้ำมาอีก จึงเกิดความรู้สึกที่พิเศษขึ้น ณ เวลานี้ดิฉันรู้สึกปลื้มปีติจากส่วนลึกของจิตใจโดยไม่รู้ตัว ได้ลิ้มรสจากสังคมดีงามที่ปรองดองซึ่งท่านเหลาจื่อได้เสนอเมื่อสามพันปีก่อนประหนึ่งอยู่เบื้องหน้า อยู่ใกล้กับเรามาก


ใช่แล้ว นับแต่การประชุมสมัชชาใหญ่สมัยที่ 19 ของจีนเป็นต้นมา ท่านประธานสีฯ เสนอว่า “จงอย่าลืมปณิธานเริ่มแรก จดจำภารกิจให้มั่น ชูธงสังคมนิยมที่ยิ่งใหญ่ซึ่งมีลักษณะเฉพาะของจีนไว้ให้สูง สร้างสรรค์สังคมที่มีกินมีใช้ระดับปานกลางชี้ขาดชัยชนะขั้นสุดท้ายทั่วทุกด้าน ชิงสู่จีนยุคใหม่ซึ่งปกครองด้วยสังคมนิยมที่ยิ่งใหญ่ซึ่งมีลักษณะเฉพาะของจีน สู้เพื่อให้ประชาชาติจีนฟื้นสู่ความเจริญรุ่งเรืองที่ยิ่งใหญ่ปรากฏเป็นจริงขึ้นโดยไม่ท้อถอย” บัดนี้ สิ่งที่ผู้นำของชาติคิดและทำเป็นความต้องการของประชาชนพอดี ดังนั้น นับแต่สมัชชาใหญ่สมัยที่ 19 เป็นต้นมา ล้วนแต่ดำเนินโครงการเรื่องชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนให้เป็นจริง ทำให้ประชาชนได้ประโยชน์ที่แท้จริง ใช้ชีวิตแบบกินดีอยู่ดีอาภรณ์งามวัฒนธรรมประเพณีดีงาม


เหมือนดั่งหมู่บ้านของเรา ขอเพียงเป็นสถานที่ที่มีแม่น้ำลำคลอง ล้วนแต่ทำให้มีสิ่งแวดล้อมที่สวยงาม ปรับปรุงแม่น้ำลำคลองให้แลดูเรียบร้อยสะอาดตา และมีน้ำที่ใสสะอาด สิ่งที่ฝ่าฝืนกฎเกณฑ์ให้รื้อหรือย้ายออกและคืนที่นา ไม่เหมือนในอดีต ครอบครัวใครครอบครัวเขา แต่บัดนี้เป็นหมู่บ้านเล็ก ๆ ทั้งยังมีโรงอาหารน้อยๆ สนองอาหารเที่ยงฟรีแก่ผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไป ยังมีห้องบำบัดรักษา ห้องกิจกรรมของผู้สูงอายุใช้รับประทานอาหาร ร้องเพลง เต้นรำ ทุกคนสรวลเสเฮฮากันอย่างสนุกสนาน ดังนั้น ผู้สูงอายุไม่รู้สึกว่าตนแก่ กลับมีภาวจิตที่อ่อนเยาว์ บุตรธิดาของทุกครอบครัวไม่รู้สึกเป็นภาระ เพราะชีวิตผู้สูงอายุมีหลักประกัน แต่ละเดือนยังจ่ายเงินให้ แม้แต่ค่าใช้จ่าย อาทิ ค่าตัดผม ซอยผม ค่ารถ รัฐเป็นผู้จ่ายให้ทุกเดือน ชีวิตความเป็นอยู่ของผู้สูงอายุ รัฐเป็นผู้รับผิดชอบ ดังนั้น ทุกครอบครัวล้วนแต่ขอบคุณประเทศ ผู้นำและความเข้มแข็งเกรียงไกรของชาติบ้านเมืองของเรา


เมื่อดิฉันกลับมาถึงชนบทมองเห็นพวกเขา พวกเขาล้วนแต่เชิญให้ดิฉันนั่งลง ด้านหนึ่งหวนรำลึกถึงความทุกข์ที่ร่วมต่อสู้กันมา เวลานั้นเราทำกันทั้งปียังไม่มีเงินแบ่งปันให้ แต่บัดนี้สูงวัยแล้วกลับได้พักผ่อนตลอดปี ยังมีเงินบำเหน็จบำนาญจ่ายให้ทุกเดือน ทุกคนรู้สึกสุขใจจริง ๆ พูดจนดิฉันก็พลอยสุขใจกับพวกเขาด้วยจิตใจที่ปลื้มปีติมากจากภายใน คือความอยู่เย็นเป็นสุข พวกเขารักใคร่ปรองดองทั้งกายใจ สุขภาพแข็งแรง สงบสุข ครอบครัวสามัคคีปรองดอง มีความสมานฉันท์เปี่ยมสุข กลางวันคนหนุ่มสาวไปทำงานในเมือง ตอนเย็นกลับบ้าน จิตใจเบิกบาน ครอบครัวรักใคร่กลมเกลียวมีความเจริญไปทุกเรื่อง ชีวิตความเป็นอยู่ของพวกเขาเรียบง่าย มีอารมณ์สุนิยม มีความสำนึกบุญคุณและรู้จักพอเสมอ ผู้สูงอายุทั้งหลายรวมตัวอยู่ด้วยกันแทบทุกวัน มีความรักใคร่ซึ่งกันและกันดุจครอบครัวใหญ่ที่ปรองดองกัน ได้เห็นภาพแห่งความสันติสุขของบ้านเกิด ดิฉันรู้สึกขอบคุณมาตุภูมิและมารดาที่ยิ่งใหญ่ด้วยความจริงใจ


เราเข้าสู่เดือนแห่งความสงบสุข ความสงบสุขคือความปรองดองและมั่นคง ความปรองดองและมั่นคงเป็นความปรารถนาของทุกคน ทั้งยังเป็นการกระทำของทุกคนอีกด้วย ประเทศของเรากำลังก่อตั้งชะตาร่วมกันชองมนุษย์คือ คนกับธรรมชาติ ระหว่างประเทศ ระหว่างคนด้วยกัน ทั้งคนกับสรรพสิ่งมีความปรองดองและมั่นคง มีแต่ปฏิบัติตามคติที่ว่า “สรรพสิ่งมีกายทิพย์เดียวกัน” อย่างแท้จริง เราจึงจะสามารถก้าวหน้าอย่างสุขสันต์ มีสุขภาพแข็งแรงและอิสระ จึงจะพยายามพัฒนา แสวงหาความผาสุก และงดงามมีสง่า ทั้งมีชีวิตที่มีศักดิ์ศรีร่วมกันได้ดียิ่งขึ้น


ในขบวนที่ก้าวไปข้างหน้า เราควรจะปฏิบัติตนอย่างไร เราสามารถหาคำตอบจากจดหมายเดือนละฉบับของท่านอาจารย์ได้ “ไม่เข้าใจเต๋าหนึ่งวัน ไม่มีใครมองออก ไม่เข้าใจเต๋าหนึ่งสัปดาห์ EQ เริ่มเสื่อม ไม่เข้าใจเต๋าหนึ่งปี ชีวิตจะเลอะเลือน กล้าบอกตนเองหรือไม่ว่า เธอไม่ได้เข้าใจเต๋าเป็นเวลานานเท่าไรแล้ว” การศึกษาประยุกต์ใช้คัมภีร์ “เต้าเต๋อจิง” ประเด็นสำคัญคือ การเข้าใจเต๋า และท่านเหลาจื่อได้เรียกร้องให้เราเห็นจริงและพิสูจน์สัจธรรมของเต๋าที่ยิ่งใหญ่ได้จริงจากการทำงานในชีวิตประจำวัน ดังนั้น การเข้าใจเต๋าเป็นเรื่องใหญ่แห่งความสำเร็จและความเข้มแข็งของชีวิตดังนี้คือ

1) มีเพียงเข้าใจเต๋าเท่านั้น จึงจะมองเห็นตนเองอยู่ระดับชั้นไหน การเข้าใจเต๋าเป็นกระจกเงาของจิตวิญญาณ สามารถลดแรงกดดันในใจ จิตสำนึกการแบกรับความกังวล การทำร้ายจิตใจ ความทุกข์ทรมาน การแปดเปื้อน และจิตใต้สำนึก ฯลฯ

2) มีเพียงเข้าใจเต๋าเท่านั้น จึงจะอ่อนน้อมอ่อนโยน ถ่อมตนศึกษา กล้าหาญวิริยะและก้าวหน้าได้

3) มีเพียงเข้าใจเต๋าเท่านั้น จึงจะทำให้คำพูดและการปฏิบัติงานของตนไม่เอาแท้เอาว่า ไม่สะเพร่า และระมัดระวังคำพูดและการกระทำเพื่อความปรองดองสมานฉันท์ของส่วนทั้งหมด เช่นนี้เทพแห่งความสงบสุขจะอยู่เคียงข้างเราตลอดไป ณ เวลานี้ตนมีความก้าวหน้า สุขสันต์ สุขภาพแข็งแรง และอิสรเสรี ดูแล้วเหมือนกับเก็บเกี่ยวไม่ได้อะไรเลย แต่แท้ที่จริง ชีวิตได้พัฒนาตนท่ามกลางอู๋เหวยเช่นนี้แหละ ในทางกลับกัน หากไม่เข้าใจเต๋า จิตจะไม่ได้อยู่กับเนื้อกับตัว และเผาผลาญพลังงานชีวิตไปเปล่า ๆ ดังนั้น ความห่วงใยรักใคร่และทะนุถนอมชีวิต รวมทั้งธุรกิจของตน จึงอยู่ที่การเข้าใจเต๋า

ท่านอาจารย์กล่าวว่า หากเราใคร่ครวญการฝึกฝน “การตายใหม่อีกครั้ง” 7 หน่วยก่อน ชีวิตจะสวยงามมากยิ่งขึ้น สำหรับหน่วยที่ 5 ใน 7 หน่วยคือ ตำแหน่งที่กำหนดการนำร่องชีวิตคืออะไรกันแน่ คำตอบคือ “โปรดปรานเหยียดหยามทำให้หวั่นไหว” หรือ “ด้วยรักถนอมโลกดังชีวิตตน จึงฝากโลกให้เขาดูแล” ชีวิตคือ ความปีติที่ไร้เหตุผล และไม่มีเงื่อนไขใดๆ สวรรค์ได้ประทานชีวิตแก่ฉัน ฉันควรจะบรรลุภารกิจของตน ชีวิตฉันมีไว้เพื่อรับใช้ชาติ ธุรกิจ ครอบครัว และมวลมหาชน มิใช่ไปเสพสุข แย่งชิงความดีความชอบ และยิ่งมิใช่คุยโวโอ้อวด เป็นชีวิตที่ไม่โด่งดัง ไม่โทษไม่เสียใจ ชีวิตนั้นเปี่ยมด้วยชีวิตชีวา ปฏิบัติคล้อยตามเต๋า ไม่มีอดีตและอนาคต มีเพียงการเคลื่อนไหวที่เป็นวงกลม ภาพภายนอกของชีวิตคือคุณธรรม ส่วนคุณสมบัติของชีวิตเป็นผลการตอบสนองตามการปรับเปลี่ยนจากปริมาณของคุณธรรม ดังนั้น เมื่อพิจารณาจากชีวิต ไม่อาจเรียกได้ว่าโปรดปรานเหยียดหยามทำให้หวั่นไหว แต่คนเรามักชอบการโปรดปราน ชอบอวดคุณค่าของตน จึงวางมาดใหญ่โตได้ง่าย และวางมาดเต็มตัว แต่ตราบใดที่สูญเสียการโปรดปราน จึงอกสั่นขวัญแขวน มีอารมณ์เคียดแค้นรุนแรง หรือซึมเศร้า ตำแหน่งที่กำหนดการนำร่องชีวิตทั้งสองแบบนี้แม้มีความคิดและผลที่ได้แตกต่างกัน แต่สามารถแปรเปลี่ยนซึ่งกันและกันได้ แม้ว่าการโปรดปรานเหยียดหยามทำให้หวั่นไหวเป็นเรื่องที่ไร้เกียรติ แต่ก็เป็นการให้การศึกษาแก่มนุษย์ยกระดับจิตวิญญาณ เป็นบททดสอบที่จำต้องมีการปรับเปลี่ยนจากปริมาณของคุณภาพชีวิต ดังนั้น จงจดจำ “ด้วยรักถนอมโลกดังชีวิตตน จึงฝากโลกให้เขาดูแล” ไว้ในใจ กลายเป็นเลือดเนื้อและการกระทำของตน นี่คือภารกิจของมนุษย์ที่ถือกำเนิดมายังโลกใบนี้ จงเคารพต่อภารกิจ และไม่มีสิ่งที่เรียกว่า โปรดปรานเหยียดหยามทำให้หวั่นไหว ณ เวลานี้ตนเป็นผู้ที่ปรองดองกายใจ มีความเรียบง่าย จิตใจดีงาม ขยันหมั่นเพียรและวิริยะก้าวหน้า คือเป็นตัวตนแท้จริงที่ได้หลอมตัวเข้ากับสังคม ธุรกิจ ครอบครัว และทำงานสอดคล้องกับความเป็นจริง จะไม่มีอารมณ์ความรู้สึกและพฤติกรรมที่โปรดปรานเหยียดหยามทำให้หวั่นไหวอีกต่อไป เพราะเรารู้แล้วว่า การโปรดปรานเหยียดหยามทำให้หวั่นไหวมักจะทำให้จิตของตนหวาดกลัว หวาดผวา จิตใจไม่สบาย เป็นเหตุให้เซลล์ทั่วร่างกายไม่สบายไปด้วย ประสิทธิภาพของระบบภูมิคุ้มกันจะมีอุปสรรค เช่นนี้จะทำลายชีวิต เพราะระบบทุกระบบ อวัยวะทุกส่วนและเซลล์ทุกเซลล์ทั่วร่างกายล้วนเป็นชีวิตซึ่งมิใช่เป็นของตน แต่เป็นของทั่วหล้า


ในคัมภีร์ “เต้าเต๋อจิง” บทที่ 29 ท่านเหลาจื่อกล่าวว่า “เพราะโลกอันศักดิ์สิทธิ์ มิอาจใช้กำลัง” พวกมันมีกฎการเคลื่อนไหวและภารกิจของพวกเขา เราอย่าใช้อารมณ์ความรู้สึกไปแบ่งแยกและโปรดปรานมัน ดังนั้น ท่านอาจารย์จึงกล่าวว่า “หมอช่วยโรคภัยไข้เจ็บของท่านได้ แต่ช่วยชีวิตท่านไม่ได้” หากเรารู้อย่างแท้จริงว่า ร่างกายมิใช่เป็นของเรา แต่เป็นของทั่วหล้าและมวลมหาชน เป็นร่างกายที่คอยรับใช้ประชาชนและถูกโปรดปรานเหยียดหยามแล้วไม่หวั่นไหว ถ้าเช่นนั้น การโปรดปรานเหยียดหยามก็เป็นสมบัติอย่างหนึ่งนะสิ กระบวนการนี้เป็นกระบวนการฝึกฝนหลอมหล่อ เป็นกระบวนการชยายอัตตาให้เห็นแก่ส่วนรวมจนถึงไร้อัตตา นี่เป็นประสบการณ์ของการฝึกฝนหลอมหล่อปณิธาน ประสบการณ์นี้พัฒนาจากความไม่สมดุลอย่างต่อเนื่องจนบรรลุถึงความสมดุลใหม่


ดังนั้น เราอยู่ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลง จะให้สังคมมีความสามารถปรับตัวได้ดี ต้องมีความกระตือรือร้นขยันหมั่นเพียร เข้มงวดตนเอง ต้องมีพฤติกรรมสูงส่งที่แบกรับภาระหน้าที่และมอบอุทิศ อาทิ เมื่อมีเรื่องเกิดขึ้น ไม่ว่าจะเกิดกับร่างกายตน ในครอบครัว หรือผู้อื่น ล้วนต้องเผชิญหน้าด้วยความสุขุมเยือกเย็น ดังนั้น การฝึกฝนหลอมหล่อคือการฝึกฝนตนเอง มิใช่ฝึกฝนผู้อื่น หากยังไม่อาจสงบจิตได้ ก็ลองไปเปิดคัมภีร์ “เต้าเต๋อจิง” ก่อน โดยอัญเชิญปรัชญาเมธีโบราณมาเป็นอาจารย์ ช่วยตนเองสงบจิต อย่าได้ไปค้นหาสาเหตุจากภายนอกเด็ดขาด หากไม่ค้นปัญหาของตน จิตของเราจะโอหัง ทั้งปัญญายังเหินห่างจากเราไปไกลลิบลับ เมื่อจิตชองเราตื่นรู้และคอยสำรวจตนเองตลอดเวลา ประตูแห่งปัญญาจะเปิดตามไปด้วย เกิดความปลื้มปีติและปณิธานขึ้นในใจโดยเป็นไปเองตามธรรมชาติว่า “ปรองดองสังคม ครอบครัว ธุรกิจ กายและใจเป็นหน้าที่ของฉัน” ณ เวลานี้ตนได้เปลี่ยนแปลงใหญ่ขึ้น กำลังยกระดับจิตวิญญาณ คุณภาพชีวิตกำลังเปลี่ยนแปลงจากปริมาณ ตนเองจะไม่โทษไม่เสียใจ ยินยอมด้วยความสมัครใจ ทำงานทุกเรื่องที่ผ่านมือตนให้ดีโดยไม่แสดงตน ชีวิตจึงมีความปลื้มปีติโดยไร้เหตุผลเช่นนี้แหละ


ท่านอาจารย์ยังกล่าวอีกว่า “ความสงบสุขหาใช่ได้ทำบุญกุศลแล้วจึงไม่มีปัญหาเกิดขึ้น แม่พิมพ์ยีนของแต่ละคนนั้นไม่เหมือนกัน ผังชีวิตของเราทุกคนก็แตกต่างกันด้วย” ดังนั้น ไม่ว่าใครก็ตามล้วนต้องผ่านการฝึกฝนหลอมหล่อและทดสอบเป็นครั้งๆ ไป เมื่อประสบปัญหาเราจะฝึกฝนหลอมหล่อด้วย 5 คำเสมอคือ สำนึกบุญคุณเสมอ มีธรรมปีติเสมอ ปรองดองเสมอ วิริยะก้าวหน้าเสมอ และสร้างคุณธรรมเสมอ ดังนั้น มีเพียงปล่อยวางตัวตน บรรดาเรื่องราวที่เกิดขึ้น เช่นนี้จึงจะทำให้จิตของตนสงบลงได้ สามารถไปเผชิญปัญหาด้วยสติสัมปชัญญะ มิใช่หลบเลี่ยง กลับทำให้เรื่องราวเปลี่ยนไปได้ดียิ่งขึ้น เหมือนดั่งท่านอาจารย์กล่าวไว้ว่า “ความสงบสุขมิใช่สงบอยู่ที่สภาพปัจจุบัน แต่ก้าวหน้าไปพร้อมกับเวลา หมายความว่า ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงท่าทีที่มีต่อกันของบุคคลในสังคม การสันทัดการศึกษา และเข้าใจเต๋า กระทำการไปตามโอกาส ปล่อยชีวิตตนเต็มที่” ดังนั้น การศึกษาคัมภีร์ “เต้าเต๋อจิง” โดยถือครอบครัวเป็นหน่วยย่อยนั้นดีจริงๆ ทุกคนอาศัยเรื่องราวที่ประสบด้วยตนเองมาแบ่งปัน เล่าถึงความผิดในอดีต ความเข้าใจในบัดนี้และการทำในเวลาต่อไป ต่างมีความรู้สึกที่ซาบซึ้งร่วมกันว่า “การศึกษาและประยุกต์ใช้คัมภีร์ ‘เต้าเต๋อจิง’ นั้นศึกษาและประยุกต์ใช้ด้วยตนเอง มีปัญหาก็ค้นที่ตัวเอง ไม่ค้นหาผู้อื่น ผู้อื่นนั้นมาช่วยพัฒนาให้เรามีความใจกว้าง” ดังนั้น เมื่อเข้าใจเหตุผลนี้แล้ว คนเราทุกคนกำลังแสวงหาความจริง ดุจดังที่ท่านเหลาจื่อกล่าวไว้ว่า “ฝึกฝนตนมีคุณธรรม มีน้ำใสใจจริง” การศึกษาและประยุกต์ใช้คัมภีร์‘เต้าเต๋อจิง’ คือการเริ่มต้นฝึกปฏิบัติด้วยตนเอง ปฏิบัติให้ดี จึงจะเป็นการฝึกฝนหลอมหล่อที่แท้จริง


เพื่อการนี้ เรานอกเสียจากการสำนึกบุญคุณแล้วก็ขอบคุณ ฉันขอขอบคุณประเทศชาติซึ่งได้สร้างสรรค์สภาพแวดล้อมการดำเนินชีวิตที่ดีงามให้เราปรองดอง ขอขอบคุณสังคมปัจจุบันมีผู้นำแห่งชาติเป็นกระแสหลักที่ริเริ่มให้ศึกษาและฟื้นฟูการสืบทอดประเพณีวัฒนธรรมที่ดีงาม และขอขอบคุณสมาชิกครอบครัวชาวเต้าซิ่นและมิตรสหายที่อยู่รอบข้างให้โอกาสแก่เรารับใช้ ทำให้เรามีโอกาสศึกษาและปฏิบัติด้วยความรัก จนกลายเป็นความรัก ขอขอบคุณท่านทั้งหลายค่ะ

0 views0 comments