คำอำนวยพร 13 ธันวาคม 2564



**  หากคนเราไม่สามารถกุมกฎได้ เดินทางได้ยิ่งไกล ยิ่งศึกษาได้มากเท่าไร กลับจะยิ่งเลอะเลือน  เข้าใกล้ความผิดพลาดมากยิ่งขึ้น   ตัวท่านเหลาจื่อเอง  ใช้อักษรเพียงห้าพันคำมาอธิบายปรากฏการณ์ของโลกได้หมดสิ้น ทั้งยังกล่าวถึงธาตุแท้และกฎที่อยู่เบื้องหลังเหตุการณ์ใหญ่น้อยนับแต่อดีตจนถึงปัจจุบันได้อย่างหมดเปลือก  การสำรวจหาสัจธรรม  คือความหวังในส่วนลึกของจิตใจทุกคน  หากเราสามารถปฏิบัติตามเต๋าได้  จะมิใช่ "คนทำ ฟ้าดู" แต่เป็น "ฟ้าทำ คนดู" แล้ว


อรุณสวัสดิ์ * * *


ขอนำส่งการแบ่งปันเกี่ยวกับคัมภีร์ "เต้าเต๋อจิง" บทที่ 47 และคำอำนวยพรในเดือนแห่งความสงบสุข


[โลกภายในจิตส่วนลึกของเรา คือมูลรากของการรู้แจ้งเต๋า]


ประเด็นที่ 3 ต้องฝึกฝนจิตและบ่มเพาะอุปนิสัย จึงจะแสดงศักยภาพระดับสูงสุดของจิตวิญญาณได้


3.1 โลกภายในจิตส่วนลึกของคนเรา คือมูลรากของการรู้แจ้งเต๋า


ประโยคที่ว่า “เดินทางยิ่งไกลเท่าไร สิ่งที่รู้ยิ่งน้อย” สำหรับผู้ปฏิบัติเต๋าแล้ว คือเคล็ดลับและข้อเท็จจริง


ศาสนาพุทธมีพุทธภาษิตอยู่ประโยคหนึ่งกล่าวว่า “ พุทธะอยู่ที่เขาหลิงซานมิต้องแสวงหาจากที่ไกล เขาหลิงซานอยู่ในจิตใจของท่านเอง ทุกคนล้วนมีเจดีย์เขาหลิงซาน จงฝึกปฏิบัติในเจดีย์เขาหลิงซานของตนให้ดี” เวลาที่คนยุคปัจจุบันฝึกปฏิบัติ มักกล่าวถึงเต๋าราวกับเป็นเรื่องปาฏิหาริย์มหัศจรรย์ ทำให้เต๋าที่เดิมเรียบ ๆ ง่าย ๆ กลายเป็นเรื่องลึกลับซับซ้อน ราวกับว่าเพียงแหงนหน้ามองได้แต่จับต้องไม่ได้ อันที่จริง การศึกษาเต๋ามิใช่การเรียนรู้เรื่องปาฏิหาริย์ แต่เป็นการศึกษาเหตุและผล ส่วนการฝึกปฏิบัติมิใช่ฝึกฝนความเชื่องมงาย แต่เป็นการฝึกฝนให้มีสติปัญญา


ในจิตใจของเราทุกคนล้วนมีเมล็ดพันธุ์เต๋า ทุกคนล้วนเป็นเต๋าที่เคลื่อนที่ อย่ามัวแต่มองผู้อื่น มิเช่นนั้นจะเดินผิดจากเส้นทางของตนเอง หากมัวแต่วิจัยค้นคว้าว่าผู้อื่นพิสูจน์เต๋าและสำเร็จเป็นพุทธะได้อย่างไร แต่ไม่ใส่ใจเมล็ดพันธุ์เต๋าที่ติดตัวมาแต่กำเนิดของตน เช่นนั้น ทุกสิ่งทุกอย่างจะไร้ประโยชน์อย่างสิ้นเชิง การวิจัยค้นคว้าผู้อื่น ไม่ว่าจะวิจัยค้นคว้าจนรู้จัดเจนอย่างไร ก็ไม่อาจพิสูจน์เต๋าได้ อย่างมากก็เป็น “ผู้ศึกษาเต๋า” คนหนึ่ง สุดท้ายนับวันจะห่างไกลจากเต๋ามากยิ่งขึ้น โลกในจิตส่วนลึกของคนเรา คือมูลรากของการรู้แจ้งเต๋า หากละทิ้งมูลรากนี้ไปแสวงหาเต๋าจากภายนอก จะมิเป็นการ “เดินทางยิ่งไกลเท่าไร สิ่งที่รู้ยิ่งน้อย” หรอกหรือ


การแสวงหาเต๋าจัดเป็นปริมณฑลของโลกทางจิต สำหรับมนุษย์แล้ว จิตใจมิอาจแยกห่างจากกายเนื้อ ต้องมีกายเนื้ออยู่จึงจะสามารถฝึกฝนตนและปฏิบัติเต๋าได้ ขณะเดียวกัน การปฏิบัติเต๋ายังต้องเข้าใจเต๋า การ “ศึกษา” และ “ประยุกต์ใช้” สองเรื่องนี้ไม่อาจแยกจากกันได้ มิฉะนั้น หากไม่ฝึกฝนอย่างหลับหูหลับตา ก็เป็นการคุยโวที่ไม่สอดคล้องกับความเป็นจริง


สำหรับการปฏิบัติเต๋า การเข้าใจเต๋าคล้ายประสบการณ์ในการรู้แจ้งอย่างฉับพลัน ส่วนการปฏิบัติกล่าวสำหรับการเข้าใจเต๋า ถือเป็นกระบวนการฝึกฝนอย่างค่อยเป็นค่อยไป แต่ไม่ว่าจะเป็นการรู้แจ้งอย่างฉับพลันหรือฝึกฝนอย่างค่อยเป็นค่อยไป ขอเพียงไม่หยุดเดินไปข้างหน้าบนเส้นทางของเต๋า ทุกคนล้วนสามารถสร้างเส้นทางของตนที่ไม่เหมือนใคร และบรรลุถึงจุดหมายปลายทางได้ในที่สุด


อาจารย์จ้าวเมี่ยวกว่อ

วันที่ 13 ธันวาคม 2564

(เผยแพร่วันที่ 1407)

* * *


** 一个人若不能把握规律,走得越远、学得越多,反而可能越迷茫、离谬误也越近。就像老子自己,仅用五千言就道尽了世间万象,也说遍了古今短长背后的本质与规律。探寻真理,是每个人内心深处的渴望!顺道而行,就不是“人在做,天在看”,而是“天在做,人在看”了!

早安!* * *


13人的内心世界,就是得道的根本

《道德经第47章分享暨平安月祝福》连载13


第三层面,修心养性才能发挥出心灵最高层次的功能。


七、人的内心世界,就是得道的根本。


“其出弥远,其知弥少”这句话,对于行道者来说,是真话,是秘诀!


佛教有一首偈(jì)子:“佛在灵山莫远求,灵山只在汝心头。人人有个灵山塔,好向灵山塔下修。”现在很多人在修行时,总把大道讲得神乎其神,弄得原本简简单单的道,变得神神秘秘,好像只可仰望而不可触及。其实,学道不是学神奇,而是学因果;修行,不是修迷信,而是修智慧。


每个人心中都有道的种子,每个人都是移动的道。不要光顾着看别人,那会走错了自己脚下的路。如果只顾着研究别人如何证道成佛,而不去照顾好自己天生带着的这颗大道种子,那一切都是枉然。研究别人,研究得再明白,也不可能证道,最多成为一个“道学家”,最后只会离道越来越远。人的内心世界,就是得道的根本。如果舍弃了这个根本,向外求道,岂不是“其出弥远,其知弥少”吗?


求道,属于精神世界的范畴。对于人类而言,精神离不开肉体,有肉体的存在才能修身行道。同时,行道还需要明道,“学”与“用”两者不可分离。否则,要么是盲修瞎练;要么是纸上谈兵。


明道对于行道来说,类似顿悟的经历;而行道对于明道来讲,则属于渐修的过程。但不管是顿悟还是渐修,只要在道上不断前行,每个人都会走出自己独一无二的道,最后到达目的地。


赵妙果,2021年12月13日,第1407天

1 view0 comments