คำอำนวยพร 22 กันยายน 2564

Updated: Oct 11, 2021


**สงบนิ่งมิใช่ไม่มีเหตุการณ์  หรือไม่มีใครมารบกวน  ความหมายของคำว่าสงบนิ่งคือ ไร้รูป  ไม่มีการแบ่งแยก  สงบนิ่งอย่างแท้จริง  เราจะรับรู้ถึงความพอใจในสิ่งที่มี  ไม่มีความสะอาดหรือสกปรก  ความสวยงามหรืออัปลักษณ์


เมื่อคนเราบรรลุถึงสภาวะที่สมบูรณ์  เปี่ยมล้น  เที่ยงตรง  หลักแหลม  และมีคารมคมคายแล้ว  อย่าพึงพอใจในตนเอง  แล้วฟุ่มเฟือยสุรุ่ยสุร่าย  จิตใจพองโต  คิดว่าไม่มีอะไรที่ตนทำไม่ได้  ต้องทำให้จิตใจของตนสงบนิ่งลง  นี่คือความหมายของนิ่งชนะร้อนแรง


เมื่อพบกับความล้มเหลวและผิดหวัง  ต้องอย่าท้อแท้จนจิตใจหงอยเหงาเศร้าซึม  ต้องอาศัยการเคลื่อนไหวมาทำให้พลังหยางของตนแผ่ออกมา  จากนั้นสงบนิ่งเพื่อวิเคราะห์ตนเองว่าอุดตันที่จุดใด  แล้วพยายามก้าวไปข้างหน้าอย่างไม่ยอมแพ้  นี่คือความหมายของการเล่นกีฬาชนะความหนาวเหน็บ  การกระทำทุกสิ่งโดยขาดความสงบนิ่งคือ "ความร้อนแรง" จำเป็นต้องมีความสงบนิ่งมาสร้างความสมดุล


อรุณสวัสดิ์ ***


ขอนำส่งการแบ่งปันเกี่ยวกับคัมภีร์ "เต้าเต๋อจิง" บทที่ 44 และคำอำนวยพรในเดือนแห่งพลัง


[ท่านเหลาจื่อต้องการเพียงให้เราละความโลภ มิใช่ให้เราหลบเลี่ยงชื่อเสียงผลประโยชน์อย่างสิ้นเชิง]

2.3 การรู้จักพอและหยุด จึงเข้าใจใช้ชีวิตให้เป็นสุข สร้างสรรค์ความสุขให้ผู้อื่น


ท่านเหลาจื่อบอกเราว่า “รู้จักพอไม่อดสู รู้หยุดได้เหมาะไม่มีภัยร้าย จึงอยู่เย็นเป็นสุขยาวนาน” ความหมายคือ การดำเนินชีวิต ชื่อเสียงและผลประโยชน์คือสิ่งที่ต้องปรากฏขึ้นอยู่แล้ว ขอเพียงรู้จักพอจะไม่อดสู หยุดได้เหมาะจะไม่มีภัยร้าย เช่นนี้กายและใจจะสงบสุข ชีวิตจะยั่งยืนยาวนานได้ ดังนั้น ท่านเหลาจื่อต้องการเพียงให้เราละความโลภ มิใช่ให้เราหลบเลี่ยงชื่อเสียงผลประโยชน์อย่างสิ้นเชิง


มนุษย์ดำเนินชีวิตอยู่ท่ามกลางความสัมพันธ์ในสังคม ต้องรู้จักคำนึงถึงชื่อเสียงและผลประโยชน์ของผู้อื่นด้วย ขอเพียงรักษาชื่อเสียงและผลประโยชน์ของผู้อื่นแล้ว ชื่อเสียงและผลประโยชน์ของเรามักได้รับการรักษาไว้โดยอัตโนมัติด้วย ดังนั้น แม้ความรู้และความสามารถของเราจะมากกว่าผู้อื่น ยังต้องรู้จักเหตุผลของความก้าวหน้าและพัฒนาไปพร้อมกัน มนุษย์ต้องเข้าใจด้วยว่า ความมั่นคงของสังคมมีความสำคัญต่อการอยู่รอดของตน หากเราสามารถ “ถอยอยู่หลัง และวางตนอยู่นอก” ได้ มหาชนจะช่วยให้เรา “นำหน้า” และคุ้มครองให้เรา “อยู่รอด” ในทางกลับกัน มีคำโบราณกล่าวว่า “ต้นไม้ที่สูงกว่าต้นไม้อื่นในป่า จะถูกลมแรงพัดหักโค่น ใครที่อยากอยู่เหนือมวลมหาชน ผู้นั้นจะเป็นเป้าหมายให้มวลมหาชนโจมตี” สุดท้ายเป็นการเอาทุกข์ใส่ตัว นี่คือกฎแห่งความสมดุลของจักรวาลที่ “สูงไปกดลดต่ำลง ดันคันสูงขึ้นถ้าเล็งต่ำ มากเกินก็ลดลง ไม่พอก็เพิ่มเติม”


หากมนุษย์รู้จักพอ จะรู้จักถนอมรักปัจจุบันขณะ และรู้จักใช้ชีวิตให้เป็นสุข จึงสามารถใช้เงื่อนไขทางวัตถุและจิตใจที่มีอยู่แล้วมาสร้างความสุขให้ตนเองและผู้อื่น และมีเพียงตนมีความสุข จึงสามารถถ่ายทอดความสุขออกไปได้ มีเพียงตนใช้ชีวิตเป็นสุข จึงสามารถแบ่งปันวิธีการใช้ชีวิตเป็นสุขให้ผู้อื่นได้ การใช้ชีวิตเป็นสุขมิใช่การเสพสุขด้วยการกระตุ้นทางด้านสีทั้งห้า เสียงทั้งห้า รสทั้งห้า มั่วโลกีย์ และทรัพย์สินเงินทอง สิ่งเหล่านี้คือเรื่องความทะยานอยากในวัตถุชั้นต่ำ ที่ทำให้มีความสุขได้เพียงชั่วครู่ ไม่อาจคงอยู่ได้นาน เพราะสิ่งเหล่านี้จะเผาผลาญพลังงานในร่างกาย โดยไม่อาจบำรุงรักษาชีวิตให้ยืนยาวได้ การ “ใช้ชีวิตให้เป็นสุข” ที่เรากล่าวถึง หมายถึงความสุขชั้นสูง ซึ่งเป็นความปีติสุขที่หลั่งจากส่วนลึกของจิตใจ เป็นพลังงานที่เกิดขึ้นเองโดยไม่ต้องมีแรงกระตุ้นจากภายนอก การเสพสุขนี้มาจากการสำนึกบุญคุณและรู้จักพอต่อปัจจุบันขณะ และมาจากการยินดีกับความสำเร็จของผู้อื่น ทั้งยิ่งมาจากการเข้าใจหลักทำนองคลองธรรมและเต๋าอย่างชัดแจ้ง


ส่วนผู้ที่ไม่รู้จักพอ มักอยู่ในภาวะที่หิวโหยและเรียกหาเสมอ เมื่อได้แล้ว พวกเขาไม่ถนอมรัก เมื่อไม่ได้ พวกเขาพร่ำบ่น ราวกับว่าพวกเขามีชีวิตอยู่เพื่อเรื่องเดียว คือเพื่อครอบครองและครอบครองให้มากขึ้น แต่เป้าหมายของการครอบครองคืออะไร พวกเขาก็ไม่แน่ใจเหมือนกัน...

แต่โลกนั้นกว้างใหญ่ไพศาล วัตถุมีมากมาย คนเราจะครอบครองทุกสิ่งทุกอย่างได้อย่างไรเล่า ดังนั้น พวกเขาจะค้นพบอยู่ตลอดว่ายังมีดินแดนที่ตนยังไม่ได้พิชิต และเพื่อให้ได้มากขึ้นจึงคิดหาวิธี ทำทุกวิถีทาง หรือแม้กระทั่งฝ่าฝืนกฎหมาย เช่นเดียวกับผู้นำวิชาชีพในปัจจุบัน แม้ว่าเขาจะร่ำรวยระดับชาติแล้ว แต่เป้าหมายต่อไปของเขา ยังคงเป็นการกำจัดคนในอาชีพเดียวกันให้สูญสิ้น พยายามตั้งตัวเป็นใหญ่ในโลกและควบคุมการตลาด ผลคือต้องถูกลงโทษตามกฎหมาย “ต่อต้านการแข่งขันที่ไม่เป็นธรรม” และ “ต่อต้านการผูกขาด” ในที่สุด ไม่เพียงแต่ชื่อเสียง แม้แต่ผลประโยชน์ก็จะไม่เหลืออีกด้วย เพราะหากท่านทำให้ผู้อื่นอยู่ไม่ได้ ผลลัพธ์คือทุกคนจะรวมตัวกันทำให้ท่านอยู่ไม่ได้เช่นเดียวกัน


อาจารย์จ้าวเมี่ยวกว่อ

วันที่ 22 กันยายน 2564

(เผยแพร่วันที่ 1327)

* * *


** 清静不是没有事情,不是没有人来打扰。清静的本意:清静就是无相了,没有分别了,真清静了,就知道了我们本自具足那颗种子,不净不垢,不美不丑。


当一个人达到成、盈、直,巧、辩之后,不要自满自足,大奢大费,心理膨胀认为自己无所不能,要让自己的心静下来,即所谓的静胜热。


当自己遭遇挫败心灰意冷之时,一定不要颓废,要通过运动来让自己阳气散发,然后静下来分析自己哪儿堵了,然后奋力前进,不屈不饶,此即所谓的燥胜寒。没有清静为前提的无不为是“热”,需要安静来平衡。

早安!***


22老子只是要我们戒贪,而不是要我们回避名利

《道德经第44章分享暨能量月祝福》连载22


再次,懂得知足知止,就懂得享受生命,为他人创造快乐。


老子告诉我们:“知足不辱,知止不殆,可以长久”的意思是说,在生活中,名与利是必然出现的东西,对此只要知道满足就可以不遭受羞辱、知道适可而止就不会招致危险,如此身心皆安,生命就可以尽享天年了。所以,老子只是要我们戒贪,而不是要我们绝对回避名利。


人生活在社会关系中,一定要懂得顾及他人的名利——只要保全了别人,我们往往就自动得以保全。因此,即使你的能力才华都比别人高,也要懂得共同进步、共同发展的道理:人,一定要明白社会的稳定对自己生存的重要性。你若能“后其身、外其身”,众人就必然帮你“身先”、护你“身存”。反过来,有句古语说:“木秀于林,风必摧之;行高于人,众必非之。”谁想凌驾于众人之上,谁就一定会成为众矢之的,最后自讨苦吃。这就是“高者抑之,下者举之;有馀者损之,不足者补之”的宇宙平衡规律。


人若知足,就会懂得珍惜当下、享受生命;就能利用已经拥有的物质及精神条件来为自己、也为他人创造快乐——也只有自己快乐的人,才能把快乐传递出去;只有自己享受生命的人,才能把享受生命的方法告诉大家。享受生命不是指享受五色、五音、五味、纵欲、财货等方面的刺激,这些都是低级的物欲层面上的事情,只能高兴一时,但不能持久。因为,这些东西只是在消耗精气神,而不能长养生命。我们所说的“享受生命”是指更高级的快乐,那是从心底里流淌出来的喜悦,是无需外界刺激而自生的能量——这种享受来自于对当下的感恩知足;来自于为他人成功的随喜点赞;更来自于悟道的通达明了。


而不知足之人,则总是处在饥渴和索取中——得到了,他们不珍惜;得不到,他们就抱怨。他们活着好像只为了一件事:占有以及更多地占有!而占有的目的是什么?他们也不清楚……


但世界之大、物质之丰,又怎么可能是个人能全部拥有的呢?所以,他们总能发现还没有被自己攻克的领域,于是为了获取更多而想尽办法、出尽奇招,甚至不惜以身试法。就像现在一些行业龙头,虽然已经富可敌国了,但下一步的目标依旧是对同行赶尽杀绝,试图独霸天下、操控市场。那结果就是受到“反不正当竞争”和“反垄断”的法律制裁,到最后非但名声、连利益都没了。因为,你若让别人活不下去,结果必然是大家一起让你活不下去。


赵妙果,2021年09月22日,第1327天

0 views0 comments