คำอำนวยพร 24 ธันวาคม 2564



** สรรพสิ่งล้วนกำลังเยียวยาเรา มีเพียงตัวเราที่ไม่ปลดปล่อยตนเอง  ความรู้ของมนุษย์จะมากมายเพียงใด  มีประสบการณ์กว้างไกลแค่ไหน  เราจะยังคงเป็นลูกของธรรมชาติอยู่ตลอดกาล  สิ่งที่ช่วยให้เราเข้าใจความจริงของจักรวาลได้ดีที่สุด คือจิตส่วนลึกในตนที่สัตย์ซื่อและเรียบง่ายดวงนั้น สัญชาตญาณที่ธรรมชาติมอบให้มนุษย์คือความรักและความดี  เราไม่จำเป็นต้องออกไปแสวงหาภูมิปัญญาจากภายนอกเลย  พลังอยู่ในใจเราเอง  การ "ฝึกธรรมะ" คือ  ไม่ว่าจะทำอะไร  ล้วนต้องหวนคืนสู่ต้นธารโดยไม่ต้องลังเล เช่นเดียวกับลูกน้อยที่โถมตัวเข้าใส่อ้อมกอดของมารดา นี่คือการ "รักษามารดาไว้" ขอเพียงหวนคืนสู่ต้นธาร  ทุกสิ่งจะจัดการได้ง่าย


อรุณสวัสดิ์ * * *


ขอนำส่งการแบ่งปันเกี่ยวกับคัมภีร์ "เต้าเต๋อจิง" บทที่ 47 และคำอำนวยพรในเดือนแห่งความสงบสุข


[การสำรวจหาสัจธรรม คือความหวังในส่วนลึกของจิตใจทุกคน]


3.3 การสำรวจหาสัจธรรม คือความหวังในส่วนลึกของจิตใจทุกคน


ประเด็นหลักของบทนี้อธิบายถึงความสัมพันธ์เชิงวิภาษระหว่างการรับรู้ด้วยประสาทสัมผัสกับการรับรู้ด้วยเหตุผล


การมองโลกของคนธรรมดา ส่วนใหญ่มักใช้การรับรู้ด้วยประสาทสัมผัสที่ใช้ประสบการณ์เป็นพื้นฐาน แต่ชั่วชีวิตคนเรามีประสบการณ์จำกัด หากยึดติดว่า "สิ่งที่ตนเคยเห็นและได้ยินเท่านั้นจึงจะเป็นเรื่องจริง" ละก็ เช่นนั้นการพัฒนากับความเป็นจริงย่อมไปด้วยกันไม่ได้ ดังนั้น ปราชญ์เมธีโบราณจึงกล่าวว่า “ชีวิตคนเรามีขีดจำกัด แต่ความรู้ไร้ขีดจำกัด การใช้ความมีขีดจำกัดไปตามความไร้ขีดจำกัด มีแต่จะเหนื่อยเปล่าโดยไม่ได้อะไรเลย”


ส่วนวิธีการที่อริยบุคคลรับรู้โลกคือการรับรู้ด้วยเหตุผล แม้ฟ้าดินจะกว้างใหญ่ แต่อริยบุคคลใช้สติปัญญาในการรับรู้ แม้เต๋าธรรมชาติจะอยู่ไกลแสนไกล อริยบุคคลมองเห็นด้วยใจ ดังนั้น จึงเข้าใจเต๋าที่ไร้รูปได้ เช่นเดียวกับตัวท่านเหลาจื่อเอง เป็นเพราะเข้าใจเต๋าแล้ว ดังนั้น จึงเห็นเค้านิดหน่อยก็รู้ธาตุแท้ แนวโน้มการพัฒนา และต้นสายปลายเหตุของสิ่งต่าง ๆ ได้ ใช้อักษรเพียงห้าพันคำมาอธิบายปรากฏการณ์ของโลกได้หมดสิ้น ทั้งยังกล่าวถึงธาตุแท้และกฎที่อยู่เบื้องหลังเหตุการณ์ใหญ่น้อยนับแต่อดีตจนถึงปัจจุบันได้อย่างหมดเปลือก นี่คือ “ถึงไม่ออกนอกบ้านก็รู้เรื่องทั่วหล้า ไม่มองออกข้างนอกก็รู้กฎธรรมชาติ” ที่ท่านเหลาจื่อกล่าว


การสำรวจหาสัจธรรม คือความหวังในส่วนลึกของจิตใจทุกคน หากคนเราไม่สามารถกุมกฎได้ เดินทางได้ยิ่งไกล ยิ่งศึกษาได้มากเท่าไร กลับจะยิ่งเลอะเลือน เข้าใกล้ความผิดพลาดมากยิ่งขึ้น ส่วนผู้ที่กุมกฎได้ มองปราดเดียวก็เห็นธาตุแท้ของสิ่งต่าง ๆ ค้นพบประเด็นหลักของปัญหา และตัดสินใจเลือกอย่างเหมาะสมได้อย่างรวดเร็ว


หากทุกทางแยกของชีวิตเราสามารถปฏิบัติตามเต๋าได้ นั่นจะมิใช่ “คนทำ ฟ้าดู” แต่เป็น “ฟ้าทำ คนดู” แล้ว ชีวิตนี้จะไม่ประสบความสำเร็จได้อย่างไร นี่คือสภาวะกับความสามารถที่ท่านเหลาจื่อกล่าวว่า “อริยบุคคลไม่ต้องเดินทางก็รู้ได้ ไม่ต้องดูก็รู้มูลเหตุ ไม่กระทำตามใจกลับได้ผล”


อาจารย์จ้าวเมี่ยวกว่อ

วันที่ 24 ธันวาคม 2564

(เผยแพร่วันที่ 1418)

* * *


** 万物都在疗愈我们,只有我们自己不肯放过自己。人类的知识再多、经验再广,我们也永远是自然的孩子,最能帮我们了解宇宙真相的,就是自己内在那颗真诚朴实的心。自然赋予人的本性就是爱与善,智慧根本无需向外追寻,力量就在我们心里。所谓“为道”就是不管做什么,都应该毫不犹豫地回到本源,就像孩子扑向母亲的怀抱一样,这就是“守母”。只要回到本源,一切都好处理。

早安!* * *


24探寻真理,是每个人内心深处的渴望

《道德经第47章分享暨平安月祝福》连载24


十八、探寻真理,是每个人内心深处的渴望。


本章主要揭示了感性认识和理性认识的辩证关系。


普通人看世界,多半是采用以经验为基础的感性认识。但人活一世,经历有限,如果都执着于“自己的见闻才是事实”的话,那发展与真相就无从谈起了。所以,古圣先贤说:“吾生也有涯,而学也无涯,以有涯随无涯,殆矣。”


而圣人认识世界的方法则是理性认识。天地虽大,圣人知之以智;天道虽远,圣人见之以心,所以才能参悟那个无形大道。就像老子自己,正是因为领略了道,所以才能见微知著、睹始知终,仅用五千言就道尽了世间万象,也说遍了古今短长背后的本质与规律。这就是老子说的“不出户知天下,不窥牖见天道。”


探寻真理,是每个人内心深处的渴望!一个人若不能把握规律,走得越远、学得越多,反而可能越迷茫、离谬误也越近。而能把握规律的人,往往一眼就能洞悉事物的本质,找出问题的重点,并迅速做出适当的选择。


如果在人生的每个岔路口,都能顺道而行,那就不是“人在做,天在看”,而是“天在做,人在看”了,此生哪有不成功的道理呢?这就是老子说的“圣人不行而知,不见而明,不为而成”的境界与能力。


赵妙果,2021年12月24日,第1418天



1 view0 comments