ตีเหล็กยังต้องให้ร่างกายของตนแข็งอีกด้วย : สว่ฉี


เวลาผ่านไปอย่างรวดเร็วปานบิน ได้ถึงเวลาเขียนจดหมายเดือนละฉบับอีกแล้ว เวลาหนึ่งเดือนนั้นสั้นมาก แต่ละวันที่แตกต่างกันเราล้วนแต่ได้พบปัญหาที่ไม่เหมือนกัน เราจึงค้นหาคาตอบจากคัมภีร์ “เต้าเต๋อจิง” หนังสือและการตอบจดหมายทุกเดือนของท่านอาจารย์ อันที่จริง เป็นความก้าวหน้าของเราอีกครั้งหนึ่งตามฝีเท้าของเดือนกุมภาพันธ์ ดิฉันได้บันทึกรอยเท้าสิ่งละพันอันละน้อยไว้ดังนี้คือ


อนุทิน 1

อ่านจดหมายตอบของท่านอาจารย์ต่อไปว่า เราได้เพาะเมล็ดพันธุ์สำนึกบุญคุณเสมอ มีธรรมปีติเสมอ ปรองดองเสมอ วิริยะก้าวหน้าเสมอ และสร้างคุณธรรมเสมอ จะได้เก็บเกี่ยวการสร้างสรรค์ ความกว้างใหญ่ไพศาล และความสันติสุขที่สมดุล ทั้งยังได้เก็บเกี่ยวชีวิตอันสวยสดงดงามที่ไม่สิ้นสุด และยั่งยืน อย่างเป็นธรรมชาติ

แม้อยู่ในครอบครัว แต่ต้องรองรับการสื่อสารที่นับไม่ถ้วนทุกวัน ดิฉันไม่อยากเป็นถังขยะที่ไร้ประโยชน์ ในนามที่แต่งตั้งตนเองเป็นหัวหน้าสตรีซึ่งต้องแบกรับความรับผิดชอบเสมอ การคบค้าสมาคมกับญาติมิตร ส่วนมากจะได้ยินถึงความขัดแย้งและการตัดพ้อต่อว่า อาทิ บุตรธิดาไม่กตัญญู สามีภรรยาไม่ถูกกัน พ่อแม่ก้าวก่ายการแต่งงานของลูก และความสัมพันธ์ระหว่างญาติมิตรที่ไม่ยุติธรรม ฯลฯ จะกระทบถูกท่านอย่างต่อเนื่องไม่ขาดสายเสมอ หากไม่มีพลังสมาธิ จะมีอารมณ์โกรธหรือหุนหันพลันแล่นตามไปด้วยทันที มีคนจำนวนมากล้วนแต่พูดว่า ผู้ที่ปิดประตูคนวงการพลังงานเชิงลบ ไม่คบค้าสมาคมด้วยเด็ดขาด แต่ความรักทางสายเลือดบอกว่าตัดขาดก็ตัดขาดได้ใช่หรือไม่ ดิฉันคิดอยู่เสมอว่า ครอบครัวที่ดีๆ เหตุใดจึงไม่อาจใช้ชีวิตให้ดีได้เล่า หรือไม่เข้าใจเหตุผลที่ว่าครอบครัวสามัคคีปรองดอง ทุกสิ่งทุกอย่างเจริญรุ่งเรืองเชียวหรือ

เหตุใดจึงมีบางคนมักจะโชคร้ายอยู่เรื่อยล่ะ เหตุใดบางคนเมื่อเผชิญกับความท้าทาย จึงได้รับการสนับสนุนจากจักรวาลเล่า ผู้ที่โชคร้าย แสดงว่าเขาต้องมีจุดอุดตันอย่างร้ายแรงปรากฏขึ้นที่ใดสักแห่ง เวลานี้เรายังคงสำนึกบุญคุณเสมอ มีธรรมปีติเสมอ ปรองดองเสมอ วิริยะก้าวหน้าเสมอ และสร้างคุณธรรมเสมอ เส้นทางแห่งเต๋าที่ยิ่งใหญ่เปิดกว้างเต็มที่สู่ท่านมิใช่หรือ ท่านจึงมีชีวิตที่อิสรเสรี มีสีสันและความสุขได้อย่างแน่นอน

เวลาผ่านไปปีแล้วปีเล่า ปณิธานเริ่มแรกของเราที่ยืนหยัดศึกษาคัมภีร์ “เต้าเต๋อจิง” อย่างต่อเนื่องนั้นเพื่ออะไร คาตอบคือ เพื่อสามารถใช้พลังอันน้อยนิดของตน นาพาผู้คนรอบข้างเดินออกจากความงุนงง ขอให้เราจงจับมือกันไว้ให้แน่น จงปรองดองกายใจ ครอบครัวและสังคมเป็นหน้าที่ของฉัน


อนุทิน 2

เพื่อนรักที่คบกันมาหลายสิบปีบอกดิฉันด้วยความเศร้าโศกว่า คุณแม่ได้จากไปแล้ว ในระยะเวลาสั้นๆ สามเดือน ผู้ที่อยู่ข้างกายและดิฉันคุ้นเคยที่สุดได้จากไปแล้ว 4 ท่าน ขอให้พวกเขาจงไปสู่สุคติ ไปสู่เต๋าธรรมชาติที่ยิ่งใหญ่ พวกเขาได้บรรลุหน้าที่การสัญจรบนโลกแล้ว ต้องกลับไปสู่ดวงดาวดั้งเดิมของพวกเขา เราร่วมกันอานวยพรให้พวกเขา บนสวรรค์จะเปี่ยมด้วยความสุขสันต์และผาสุก

การหวนรำลึก เมื่อดิฉันเดินเข้าห้องโถงอันเป็นที่ตั้งโลงศพของหัวหน้าการศึกษาที่ไปไหนไปด้วยกันเป็นเวลาสี่ปีและเรารู้จักกันดีที่สุด ชั่วประเดี๋ยวเดียวดิฉันรู้สึกว่าคนคนนั้นคือฉัน เนื่องจากเริ่มแรกดิฉันสละไม่ลง จนถึงการยอมรับการตาย และเชื่อพลังการอำนวยพร อันที่จริง ความตายก็เป็นเรื่องที่มีความสุขมาก หากก่อนเสียชีวิตตอนที่เรามีชีวิตอยู่อย่างจากัด เมื่อปฏิบัติ “ช่วยเหลือผู้อื่นสุดใจตนเองยิ่งมั่งคั่ง ให้ผู้อื่นเต็มที่ ตนเองยิ่งอุดมสมบูรณ์” ได้ เราจะไม่มีการเสียใจใดๆ เลย

วันนี้เมื่อดิฉันทบทวนจดหมายฉบับที่ตอบจากท่านอาจารย์เมื่อเดือนธันวาคม ปี 2017 อีกครั้ง น้ำตาอุ่นๆ เต็มเบ้า หวนราลึกประวัติศาสตร์เมื่อสามเดือนก่อนเหมือนเพิ่งเกิดขึ้นเบื้องหน้า คำสอนของท่านอาจารย์ทุกคำ เราได้ให้ความสำคัญ ทำความเข้าใจและจำได้หรือไม่

ท่านอาจารย์อธิบายว่า เรื่องที่ใหญ่ที่สุดของชีวิตคือความเป็นความตาย ในตัวชีวิตจึงประกอบด้วยเมล็ดพันธุ์แห่งความตาย ในตัวความตายก็ประกอบด้วยเมล็ดพันธุ์ที่มีชีวิต เมื่อเข้าใจอย่างลึกซึ้งถึงความตายเพื่อให้อยู่อย่างมีความหมายมากยิ่งขึ้น การฝึกฝน “ตายแล้วเกิดใหม่” เป็นฝีมืออย่างหนึ่ง การฝึกฝนแบบนี้มี 7 หน่วยกิจคือ 1. สุขภาพนั้นหาค่ามิได้ 2. สิ่งใดๆ ที่เกิดขึ้นล้วนแต่มีเหตุผลของมัน 3. หากชีวิตเหลือเพียง 30 วัน จะใช้ชีวิตอย่างไร 4. จงจำไว้ว่าชีวิตกาลังจะจากไป จงชำระตนให้ว่างเปล่า จิตเกิดสรรพปรากฏการณ์ นี่คือยาขนานเอก 5. การประเมินค่าการนำร่องของชีวิตคืออะไรกันแน่ คือ “โปรดปรานเหยียดหยามทำให้หวั่นไหว” หรือ “ด้วยรักถนอมโลกดังชีวิตตน จึงฝากโลกให้เขาดูแล” 6. สำนึกบุญคุณเสมอ ธรรมปีติเสมอ ปรองดองเสมอ วิริยะก้าวหน้าเสมอ และสร้างคุณธรรมเสมอ 7. มุ่งสู่การตายเพื่อเกิด ลุยไฟเกิดใหม่ หากเราใคร่ครวญการ “ตายแล้วเกิดใหม่” 7 หน่วยกิจนี้ล่วงหน้า ชีวิตจะยิ่งสวยสดงดงาม


อนุทิน 3

ดิฉันบ้าอ่านคัมภีร์ “เต้าเต๋อจิง” จบแล้วจบเล่าโดยไม่นอนทั้งคืน เพื่อให้จิตสงบลง เหตุใดเราจึงเคารพรักท่านอาจารย์ โดยถืออาจารย์เป็นแบบอย่าง ตลอดมาได้เล่าเรื่องราวของท่านอาจารย์ ยามที่ท่านอาจารย์ถูกปรักปรำ เสียงที่เปล่งออกมาคือ “ไม่ว่าใครจะพูดอย่างไร ฉันควรทำอย่างไรก็ทาอย่างนั้น” นี่คือจิตใจแบบไหน เมื่อเข้าใจเกียรติยศ แต่รักษาความอัปยศไว้ จึงเป็นแม่น้ำของโลก เพราะท่านอาจารย์เป็นพุทธะเคลื่อนที่ที่มาจากยอดเขาสูงๆ จะมืดมนปานใดก็ต้องรักษาคุณสมบัติอันล้ำเลิศไว้

ส่วนท่านอาจารย์ยังกล่าวว่า เราทุกคนล้วนแต่มีพุทธะเคลื่อนที่บนยอดภูสูง เหตุใดเราไม่อาจบรรลุเป็นพุทธะได้ เป็นเพราะเรามีชีวิตอยู่บนวิถีมนุษย์ เรารับการเหยียดหยามและปรักปรำไม่ได้ จิตใจของเราคับแคบเกินไป ทนรับการวิพากษ์วิจารณ์และอุปสรรคไม่ได้

ผู้อาวุโสในครอบครัวกับบุตรธิดาจะเกิดความขัดแย้งได้ตลอดเวลา เมื่อความคิดเห็นขัดกัน ดิฉันมักจะเกิดการตอบเองว่า คัมภีร์ “เต้าเต๋อจิง” นี้ศึกษากันอย่างไร ศึกษาแล้วยังเป็นเช่นนี้” อันที่จริง นี่คือจุดบอดของผู้เป็นพ่อแม่ เราจงสำรวจตนเองก่อน ต้องเข้าใจว่าความผิดของลูก เพราะพ่อแม่ไม่ได้สั่งสอน ยังต้องปรับปรุงและเปลี่ยนแปลงตนเอง เมื่อปล่อยวางแล้ว จึงเดินออกจากจุดบอดนี้ได้ เมื่อเราใช้กระจกเงาส่องตนเอง ครอบครัวจึงเกิดความปรองดองด้วยประการฉะนี้

ท่านประธานสีจิ้นผิงกล่าวว่า “ไม่ลืมปณิธานเริ่มแรก ตีเหล็กยังต้องให้ร่างกายของตนแข็งอีกด้วย” จงพยายามศึกษาวัฒนธรรมที่สืบทอดกันมาของจีน ยกระดับคุณสมบัติอันดีของตน จงจับมือของเราให้แน่น ร่วมกันเดินอยู่บนเส้นทางสายใหญ่ ไปบรรลุภาระหน้าที่ของเรา ทำให้ “ความใฝ่ฝันให้ประชาชนมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีงาม ก็คือเป้าหมายการต่อสู้ของเรา”

0 views0 comments