บริหารธุรกิจด้วยภูมิปัญญาชีวิต : ซินซิน



สิ่งที่คัมภีร์ “เต้าเต๋อจิง” อรรถาธิบายคือ กฎพื้นฐานของจักรวาล เป็นคู่มือการใช้ชีวิต ข้อคิดเห็นที่เฉียบแหลมในนั้นเป็นสัจธรรมที่ไม่เปลี่ยนแปลงชั่วนิรันดร์ จะใช้ในปริมณฑลใดได้ทั้งนั้น ธุรกิจก็เป็นองค์ชีวิตดุจดังคนเรา ประเทศชาติเปรียบดังบิดามารดา พนักงานดุจดังบุตรธิดา ความสัมพันธ์ระหว่างดีมานด์กับซัพพลายทั้งต้นจนปลายดุจดังคู่ชีวิตกับญาติสนิทมิตรสหาย กระบวนการบริหารธุรกิจคือ กระบวนการอยู่รอดและพัฒนาท่ามกลางความสัมพันธ์ของธุรกิจในสังคม


ส่วนที่ 1 ยีนของธุรกิจคือ ปณิธานแรกเริ่ม

ในคัมภีร์ “เต้าเต๋อจิง” ท่านเหลาจื่อได้อรรถาธิบายถึงกฎเกณฑ์การเจริญเติบโตของสรรพสิ่งว่า “สรรพสิ่งถือกำเนิดจากมี มีเกิดจากไม่มี” ธุรกิจก็เช่นเดียวกัน ปณิธานแรกเริ่มของธุรกิจดุจดังยีนของทารกน้อย จะส่งผลกระทบต่อวงโคจรชีวิตอนาคตของธุรกิจ ทั้งเป็นตัวกำหนดธุรกิจว่าไปได้ไกลและยาวนานสักเท่าใด

การที่ธุรกิจจำนวนมากมีชื่อเสียงบนโลกทุกวันนี้สามารถพัฒนาได้ใหญ่โตและแข็งแกร่ง ล้วนมีส่วนเกี่ยวข้องกับปณิธานแรกเริ่มของพวกเขาทั้งนั้น อาทิ ในปี ค.ศ.1892 ก่อตั้งบริษัทเครื่องใช้ไฟฟ้าทั่วไป General Electric Company (เรียกย่อ ๆ ว่าบริษัท GE) ในอดีตคือบริษัทหลอดไฟเอดิสัน ปณิธานแรกเริ่มของพวกเขาคือ “ทำให้การค้นพบทางวิทยาศาสตร์จากห้องทดลองสู่อารยธรรมอุตสาหกรรม สร้างสรรค์ความสุขแด่มวลมนุษย์” ปณิธานแรกเริ่มอันยิ่งใหญ่เช่นนี้ จึงทำให้เขาผ่านมรสุมมาอย่างโชกโชนเป็นเวลา 125 ปี ค่อย ๆ เติบโตเป็นบริษัทข้ามชาติที่โดดเด่น ปัจจุบันธุรกิจของบริษัท GE ได้แผ่ขยายทั่วโลกร้อยกว่าประเทศ โดยมีพนักงานและกรรมกร 315,000 คน ในปี ค.ศ. 2017 ได้ Brand Z อันเป็นยี่ห้อที่ทรงคุณค่าเป็นลำดับที่ 19 ของโลก


อันปณิธานแรกเริ่มนั้นมองไม่เห็นและคลำไม่พบ แต่ตรงกับคำพูดของท่านเหลาจื่อพอดี ท้ายสุดความคิดที่ไร้รูปลักษณ์กลับเป็นตัวกำหนดธุรกิจในการเลือกสรรทุกทางสามแพร่ง บรรดาการเลือกสรรร้อยต่ออยู่ด้วยกัน ซึ่งก็คือวงโคจรชะตาของการสร้างธุรกิจของตน


ในปี ค.ศ. 2010 ดิฉันมีบุญสัมพันธ์ได้ฟังคัมภีร์ “เต้าเต๋อจิง” ในเวลานั้นมีจิตใจที่ฮึกเหิม คิดจะใช้พลังที่มีอยู่ของตนทำความดีเพื่อสังคม เพราะดิฉันทำงานด้านการศึกษาของเด็กอนุบาล พอดีได้เห็นบุตรหลานของกรรมกรนอกเมืองปักกิ่งจำนวนมากไม่มีโรงเรียนอนุบาลเข้าศึกษา ดังนั้น ดิฉันคิดว่าหากเปิดโรงเรียนอนุบาลการกุศลช่วยแก้ปัญหาบุตรธิดาของกลุ่มคนผู้มีรายได้น้อยที่หาโรงเรียนเข้าเรียนลำบาก น่าจะดีมากสินะ เพื่อการนี้ ดิฉันได้เขียนบทความบทหนึ่งในหัวข้อ “อย่าให้ปัญหาครอบครัวในวันนี้กลายเป็นปัญหาสังคมในวันข้างหน้า” ดิฉันมั่นใจเต็มที่ต่อการคิดเพื่อผู้อื่นของตน พร้อมทั้งรีบเริ่มต้นโปรแกรมนี้ แต่สิ่งที่มิได้คาดคิดคือ เวลาได้ผ่านไปปีกว่า หลายครั้งที่เพิ่มการลงทุนจำนวนมากเป็นพิเศษติดต่อกัน เรื่องนี้เดิมทีดิฉันคาดคิดล่วงหน้าว่าจะต้องเป็นโปรแกรมที่ได้รับการสนับสนุนจากสังคมอย่างแน่นอน สุดท้ายกลับจบลงด้วยความล้มเหลวอย่างสิ้นเชิง เรื่องนี้เราได้สูญเสียเงินทุนไปประมาณ 6 ล้านหยวน

เวลานั้นดิฉันทุกข์ทรมานมากทั้งไม่เข้าใจและคิดไม่ตกว่า เหตุใดมีจิตหนึ่งใจเดียวทำการกุศลยังทำให้ได้รับความเสียหายอย่างหนักเล่า ท่านอาจารย์บอกดิฉันว่า “พบปัญหาทุกอย่างสามารถไปค้นหาคำตอบจากคัมภีร์ ‘เต้าเต๋อจิง’ ได้” ภายใต้ความจำใจร้อยแปดพันเก้า ดิฉันจึงเปิดคัมภีร์ “เต้าเต๋อจิง” เมื่อดูถึงบทที่ 38 “บรรทัดฐานคุณงามความดี” กล่าวว่า “เลิศคุณธรรมไม่ถือตนมีคุณธรรม จึงมีคุณธรรม ด้อยคุณธรรมแต่ถือว่าตนมีคุณธรรม จึงไม่มีคุณธรรม” ดิฉันหวนคิดถึงท่าทีของตนตอนเริ่มแรกที่ทำการกุศลในโปรแกรมนี้... ตอนนั้นในสมองดิฉันมีแต่ภาพที่ดิฉันอมยิ้มเมื่อถูกสัมภาษณ์ ตลอดจนแสงแฟลสที่สว่างจ้าจนดิฉันลืมตาไม่ขึ้น ดิฉันมีความรู้สึกว่าตนเองกำลังจะเป็นหัวหน้าโรงเรียนอนุบาลการกุศลขนาดใหญ่แห่งแรกของจีนแล้ว ในระหว่างนั้นในใจรู้สึกตื่นตระหนกว่า สิ่งที่ดิฉันคิดตลอดไม่ควรเป็นใบหน้าของเด็กที่ยากจนกระนั้นหรือ ความจริงตั้งแต่เริ่มต้น ปณิธานแรกเริ่มของดิฉันมิใช่เพื่อเด็กผู้น่าสงสารเหล่านั้นได้เข้าเรียนในโรงเรียน ยิ่งไม่ต้องพูดถึงไปแก้ไขปัญหาสังคมในอนาคต สิ่งที่ดิฉันคิดแท้จริงคือ “ฉันจะมีชื่อเสียงแล้ว” เพราะความคิดนี้มอมเมาดิฉันให้บุกขึ้นหน้า ไม่ว่าใครจะเตือนกันอย่างไร ยังมีอุปสรรคต่าง ๆ ปรากฏขึ้นอย่างไม่ขาดสาย ล้วนแต่ไม่อาจขัดขวางฝีเท้าดิฉันที่อยากมีชื่อเสียง ในใจดิฉันมักมีเสียงหนึ่งคอยเตือนว่า “โถมทุนลงไปอีกหน่อย อาจจะผ่านพ้นไปได้น้า” ดังนั้น จึงโถมทุนลงไปอีกจำนวนมากครั้งแล้วครั้งเล่า มีความพยายามดุจดังนักพนันได้โอกาสถอนทุนคืน ทำให้ดิฉันลืมคำสาบานด้วยน้ำใสใจจริงไปแล้วว่า จะสร้างโรงเรียนอนุบาลการกุศลเพื่อสนองให้เด็กของครอบครัวผู้มีรายได้ต่ำมีโอกาสได้รับการอบรมศึกษาเท่านั้น...


บัดนี้ได้ใจเย็นลง ดิฉันจึงเข้าใจได้ว่า เป็นเพราะปณิธานแรกเริ่มได้หลอกลวงตนเอง ให้ดิฉันทำเรื่องที่ให้คุณประโยชน์แก่ตนโดยคลุมด้วยเสื้อการกุศล ดังนั้น ผู้ที่คำนึงแต่ชื่อเสียงและคุณประโยชน์ของตนเองจะได้รับการช่วยเหลือจากผู้คนได้อย่างไร สังคมจะยอมรับได้ไหม การใช้ปณิธานแรกเริ่มที่ให้คุณประโยชน์แก่ตนมาบริหารธุรกิจ จึงเหมือนกับให้กำเนิดเด็กที่มียีนบกพร่อง ชั่วชีวิตของเขาจะมีสุขภาพแข็งแรงและสงบสุขอย่างยั่งยืนได้อย่างไร


ส่วนที่สอง ยาขนานเอกที่ใช้บำบัดอาการเฉียบพลันของธุรกิจคือ ทำคุณสมบัติให้เป็นอัตลักษณ์

ธุรกิจคือองค์ชีวิตหนึ่ง ซึ่ง “เจ็บป่วย” ได้ ป่วยเป็น “โรคเฉียบพลัน” และ “ป่วยหนัก” ได้ ในเวลานี้มียาขนานเอกที่ใช้บำบัดอาการเฉียบพลันของธุรกิจหรือไม่ มีค่ะ ยาขนานนี้เรียกว่า “ทำคุณสมบัติให้เป็นอัตลักษณ์”


เมื่อสามปีก่อน เรามีโรงเรียนอนุบาลสาขาแห่งหนึ่ง เนื่องจากปัญหาการตบแต่งและซ่อมแซมเป็นเหตุให้ผู้ปกครอง 7 ท่านโมโห เวลานั้นพวกเขาอาศัยการตบแต่งและซ่อมแซมส่งผลกระทบต่อสุขภาพของเด็กเป็นเหตุ จึงเรียกร้องขอออกจากโรงเรียน ยื่นขอเงินคืนมียอดรวมประมาณ 2 แสนหยวน หากเอา “ข้อตกลงเข้าโรงเรียน” ที่เราเซ็นร่วมกันมากล่าวแล้ว ลำพังฝ่ายผู้ปกครองที่เสนอถอนตัวออกจากโรงเรียน จะถูกมองเป็นฝ่ายฉีกข้อตกลงทิ้ง ถ้าเช่นนั้นค่าใช้จ่ายส่วนที่เหลือนั้นไม่ต้องคืน แต่ผู้ปกครองไม่ยอม ได้ยื่นหนังสือร้องเรียนคณะกรรมการบริหารที่มีส่วนเกี่ยวข้องทั้งหมด สื่อมวลชน ตลอดจนเขียนหนังสือตัวใหญ่ติดไว้ที่หน้าประตูโรงเรียนว่า “โรงเรียนอนุบาลฆ่าคนแล้ว”... กรณีพิพาทครั้งนี้นับวันรุนแรงมากยิ่งขึ้น ทั้งยังส่งผลกระทบต่อผู้ปกครองอีกมากมาย เวลาผ่านไปเพียงไม่กี่วัน แม้ว่าทางรัฐบาลและสื่อมวลชนมาเยี่ยมยังสถานที่จริงแล้วพิสูจน์ได้ว่า เราไม่เหมือนอย่างผู้ปกครอง 7 ท่านได้เขียนบรรยายไว้อย่างนั้น แต่ทางโรงเรียนยังคงมีกระแสถอนตัวออก ช่วงที่หนักหน่วงที่สุด เดิมสมุดมีรายชื่อนักเรียน 300 คนได้ถอนตัวออกมากกว่า 150 คน ในเวลาเดียวกัน เราได้รับหมายศาล แสดงว่าเราถูกผู้ปกครอง 7 ท่านฟ้องร้องแล้ว


ตามเหตุการณ์ที่เลวร้ายลง การรับมือขั้นต่อไปของทางโรงเรียนมีใจสู้แต่แรงไม่ยอมเป็นใจ เวลานั้นเรารีบเปิดประชุมฉุกเฉิน ความเห็นของทนายความคือปฏิบัติตามข้อตกลง คดีนี้เราชนะแน่ ต้องฟ้องกลับ เมื่อชนะคดีแล้ว คืนเงินให้ผู้ปกครองบ้างตามความเหมาะสม ในขณะที่ให้บทเรียนแก่ผู้ปกครอง และบำรุงขวัญทางด้านเศรษฐกิจสักหน่อยอย่างเหมาะสม แต่เมื่อเราพิจารณาแล้วพิจารณาอีก โดยเฉพาะคิดถึงคัมภีร์ “เต้าเต๋อจิง” บทที่ 79 กล่าวว่า “สลายความแค้น ต้องมีความแค้นหลงเหลือ จะจัดการให้เหมาะสมอย่างไร” หากเราชนะคดีนี้แล้ว หลุดพ้นข้อหา แต่ยังคงผูกเป็นศัตรูคู่แค้นถึง 7 ครอบครัวให้แก่ตน ท้ายที่สุด เราตัดสินใจอาศัยเรื่องนี้ทำคุณสมบัติ “ซื่อสัตย์มีสัจจะ” ให้เป็นอัตลักษณ์ แบสิ่งที่ตนทำไม่ถูกไม่รอบคอบบนโต๊ะแล้วขออภัยต่อบรรดาผู้ปกครองด้วยความนอบน้อมและจริงใจ ในขณะเดียวกันให้คำมั่นสัญญาว่า ขอเพียงผู้ปกครองไม่พอใจสามารถถอนตัวออกจากโรงเรียนได้โดยไม่ต้องมีเหตุผลและไร้ความสูญเสีย


นับแต่ได้เริ่มตัดสินใจเมื่อปลายเดือนพฤศจิกายนจนถึงปลายเดือนธันวาคมในหนึ่งเดือนนี้ งานที่เราทำมาตลอดคือการขออภัย เริ่มขออภัยคณะกรรมการผู้ปกครองของโรงเรียนอนุบาลก่อน โดยนำสิ่งที่ตนคิดและทำอย่างไรในตอนแรก และเกิดปัญหาที่ไหนมาแลกเปลี่ยนกับผู้ปกครองทั้งหลายด้วยความนอบน้อมและจริงใจ ในวลาเดียวกันยังนำคติ “ซื่อสัตย์มีสัจจะศึกษาหาความรู้” และมาตรการให้คำมั่นสัญญากับผู้ปกครอง จากนั้นคือคณะกรรมการผู้ปกครองชั้นเรียนต่างๆ จากนั้นอีกคือเรียกประชุมผู้ปกครองทีละชั้นเรียน ต่อไปคืองานประชุมผู้ปกครองทั่วทั้งโรงเรียน... ท่ามกลางการขออภัยครั้งแล้วครั้งเล่า เมื่อเรานำความผิดพลาดในอดีต การสำนึกในปัจจุบัน ตลอดจนการกระทำในภายภาคหน้าแสดงอย่างชัดแจ้งต่อผู้ปกครอง เราจึงปล่อยวางได้ เป็นจิตที่สว่างใส ผู้ปกครองก็ปล่อยวางได้เช่นกัน ผู้ปกครองส่วนใหญ่เข้าใจและเชื่อมั่นเราอีกครั้งหนึ่ง เดิมเป็นกระแสการถอนตัวออกจากโรงเรียนอันเป็นสถานการณ์ที่เลวร้ายยิ่งขึ้นด้วยซ้ำ ดูเหมือนสงบลงแล้วอย่างเงียบเชียบเช่นนี้เอง...


ท้ายสุด เมื่อดิฉันขอให้ครูใหญ่ช่วยแจ้งผู้ปกครองทั้ง 7 ท่านมาที่โรงเรียนรับเงินคืน ครูใหญ่รู้สึกเสียหน้านิดหน่อย คิดถึงตอนแรกผู้ปกครองเหล่านี้กระทำกับโรงเรียนอนุบาล ทำให้เสียชื่อเสียงและเครดิตมากเป็นสองชั้น บัดนี้ยังจะต้องนอบน้อมเชื้อเชิญพวกเขากลับมารับเงินอีก ในใจรู้สึกไม่ค่อยยอม เราจึงเตือนเขาว่า “ไม่จำเป็นต้องเอาหน้า ทั้งสองฝ่ายยังต้องแสดงบทบาทของตนต่อไป หากสองคนทะเลาะกัน ผู้ที่กล่าวคำขอโทษก่อน คือผู้ที่ยอมปล่อยตนเองก่อน เราทำตนให้ดี และทำคุณสมบัติซื่อสัตย์มีสัจจะให้เป็นอัตลักษณ์ โลกแวดล้อมจึงจะดีได้” ต่อมาผู้ปกครองทั้ง 7 ท่านได้รับเงินคืนแล้ว จึงเป็นฝ่ายถอนฟ้องเราเอง วิกฤตที่ร้ายแรงครั้งนี้ ยังนำพาอีกบทบาทหนึ่งมาด้วยคือ เมื่อเรื่องนี้ผ่านไป บรรดาผู้บริหารระดับสูงของโรงเรียนอนุบาลทั้งหมดจึงรู้ว่า ความจริงคัมภีร์ “เต้าเต๋อจิง” ที่ศึกษากันในยามปกติอันเป็นวัฒนธรรมที่สืบทอดกันมาหาใช่หนังสือโบราณในหอคอยสูงไม่ แต่สามารถนำมาประยุกต์ใช้ในการบริหารอย่างมีชีวิตชีวาเช่นนี้ และมีพลานุภาพมหาศาล ด้วยเหตุนี้ เริ่มเมื่อสามปีก่อน การศึกษาวัฒนธรรมที่สืบทอดกันมาจึงได้เริ่มฝังรากลงในโรงเรียนอนุบาลแห่งนี้อย่างแท้จริง


“อาการเฉียบพลัน” ของธุรกิจสามารถใช้การทำคุณสมบัติให้เป็นอัตลักษณ์มาเยียวยาได้ถูกโรค ทำนองเดียวกัน อุปสรรคอื่น ๆ ของชีวิตก็สามารถใช้การทำคุณสมบัติให้เป็นอัตลักษณ์มาแก้ไขได้เช่นกัน เพราะว่า คุณสมบัติเป็นยาขนานเอกที่มีแรงมากที่สุดในจักรวาล ทั้งยังเป็นช่องทางเชื่อมต่อภูมิปัญญาและพลังระดับสูงยิ่งขึ้นของชีวิตเรา การทำคุณสมบัติให้เป็นอัตลักษณ์เปรียบเสมือนเปิดประตูเขื่อนใหญ่ของชีวิต ให้ภูมิปัญญาและพลังระดับสูงยิ่งขึ้นพรั่งพรูกันเหมือนไปทำให้ปลายน้ำที่แห้งขอดมานานชุ่มชื้นขึ้น เช่นเดียวกัน การทำคุณสมบัติให้เป็นอัตลักษณ์คือการใช้ใจแลกใจ ในสังคมนี้ดุจดังกระจกเงาใสสะอาด เรามีท่าทีต่อผู้อื่นอย่างไร ผู้อื่นจะคืนเราอย่างนั้นเป็นทวีคูณ


ส่วนที่ 3 อาหารเสริมที่ดีที่สุดคือ ให้คุณประโยชน์แก่ผู้อื่น

ธุรกิจเป็นองค์ชีวิตและต้องการการบำรุงเป็นเวลานานเช่นเดียวกัน แล้วอาหารเสริมที่ดีที่สุดของธุรกิจคืออะไรเล่า อาหารเสริมที่ล้ำค่าและได้ผลจริงที่สุดคือ “ให้คุณประโยชน์แก่ผู้อื่น” กล่าวสำหรับธุรกิจแล้ว ประเทศชาติดุจบิดามารดา พนักงานกรรมกรดั่งบุตรธิดา ความสัมพันธ์ของอุปสงค์กับอุปทานทั้งต้นน้ำและปลายน้ำดุจดังสามีภรรยาและญาติสนิทมิตรสหาย หากไม่มีการให้คุณประโยชน์แก่ผู้อื่น จะเห็นโฉมหน้าความสัมพันธ์ที่เป็นชั้น ๆ ในสังคมนี้ได้อย่างไร


ในเดือนสิบสองทางจันทรคติของฤดูหนาวที่หนาวที่สุดเมื่อปี 2017 โรงเรียนอนุบาลสาขาอีกแห่งหนึ่งของเราได้ผ่านเรื่องราวที่อกสั่นขวัญหายดังนี้คือ

วันที่ 23 พ. ย. ข่าวคดีทารุณเด็กของโรงเรียนอนุบาลหงหวงหลันที่ปักกิ่งมีสถานการณ์รุนแรงดุจพายุพัดกระพือฮือโหมไปทุกหัวระแหง ตลอดจนทำให้สำนักนายกรัฐมนตรีและสื่อต่างประเทศตกใจ เมื่อเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์เอียงไปข้างหนึ่งของมวลชนในสังคม วิกฤตความเชื่อถือต่ออาชีพการสั่งสอนอบรมเด็กอนุบาลทั้งหมดมาถึงโดยบังเอิญ คล้ายกับว่าอาจารย์เหล่านั้นของโรงเรียนอนุบาลเป็นผู้ไม่น่าใกล้ชิดและเคารพอีกต่อไปเสียแล้ว ครูกลายเป็นปีศาจที่คอยจ้องหาโอกาสทำร้ายคนไปทั้งหมดกระนั้นหรือ ณ เวลานี้ทางคณะกรรมการการศึกษาระดับเมืองรีบจัดให้มีการประชุมอย่างเร่งด่วน พร้อมทั้งออกคำสั่งอย่างเคร่งครัดให้ทุกโรงเรียนตรวจสอบกันเอง อย่าให้เกิดเรื่องที่เลวร้ายเช่นนี้อีกเด็ดขาด


คืนวันที่ 28 พ. ย. ครูใหญ่หูของโรงเรียนอนุบาลสาขาโทรศัพท์มาบอกดิฉันว่า มีผู้ปกครองของนักเรียนใหม่ซึ่งเพิ่งสมัครเข้าเรียนเพียงเดือนครึ่งไปแจ้งความที่สถานีตำรวจท้องที่ว่า คุณครูประจำชั้นใช้เข็มทิ่มแทงเด็ก ในเวลาเดียวกันตำรวจยังปฏิเสธการเปิดเผยข่าวใด ๆ เกี่ยวกับเด็ก บัดนี้ผู้ปกครองเรียกร้องให้ดูแลตรวจตราและควบคุม… ตอนนั้นดิฉันรู้สึกทันทีว่า “นี่เป็นเรื่องที่ดี” แต่รูปธรรมจะดีได้อย่างไร ดิฉันยังไม่ทราบชัดเจน หลังจากที่คิดแล้ว คุณครูในโรงเรียนภายใต้การนำของครูใหญ่หู ได้ศึกษาวัฒนธรรมสืบทอดคัมภีร์ “เต้าเต๋อจิง” เต้นรำ รำมวยและออกกายบริหารบำรุงรักษาสุขภาพเป็นเวลาใกล้สองปีแล้ว ในขณะที่คุณครูหลายท่านได้แก้ปัญหาสุขภาพแล้ว ในชมรมอ่านหนังสือต่างได้ระบายปัญหาสามีภรรยา แม่สามีกับลูกสะใภ้ และพ่อแม่ลูก เป็นต้น ในครอบครัวของตน บางคนยังร้องไห้ พร้อมทั้งพบว่า ปัญหาอยู่ที่ตัวเอง ท้ายที่สุดปัญหาได้รับการแก้ไข ดิฉันเชื่อมั่นว่า ขอเพียงในใจของใครคนหนึ่งสั่งสมพลังเชิงลบแล้วไม่มีที่ระบาย จึงจะกลายเป็นปีศาจบ้าคลั่งที่ทารุณเด็กน้อยผู้อ่อนแอ แต่คุณครูของเราไม่เป็น เมื่อคิดได้เช่นนี้ ดิฉันพูดกับครูใหญ่หูว่า “เราต้องเชื่อมั่นคุณสมบัติของคุณครู ให้ตำรวจและผู้ปกครองดูแลตรวจตราและควบคุมได้” เดือนต่อมาดิฉันทำความเข้าใจได้ว่า เมื่อวันที่ 28 พ. ย. ผู้ปกครองไปแจ้งความโดยไม่มีหลักฐานใด ๆ ให้ตำรวจ เพียงเอาภาพถ่ายหัวเข่าของเด็กมีรอยแดง ๆ ตามที่อ้างอิงคือวันที่ 14 ซึ่งก็คือเด็กถูกคุณครูเอาเข็มแทงเมื่อ 14 วันก่อน แต่เมื่อดูจากวีดีโอของวันนั้น ผู้ปกครองหาไม่พบปัญหาใด ๆ จากนั้นในสองสัปดาห์ ผู้ปกครองขอไปดูห้องที่เกิดปัญหา ทั้งยังขอตรวจสอบดูวีดีโอทุกวันในครึ่งเดือนนี้ที่เด็กมาเรียนในโรงเรียน... ทุกรายการที่ผู้ปกครองร้องขอไม่ว่าจะชอบธรรมหรือไม่ชอบธรรม เราล้วนให้การประสานด้วยความเอาการเอางาน ผู้ปกครองยังหาไม่พบข้อสงสัย จากนั้นผู้ปกครองท่านนี้ยังสร้างกลุ่มวีแชทกับผู้ปกครองท่านอื่น ๆ ในห้องเดียวกันโดยลำพัง บอกว่าคุณครูในโรงเรียนอนุบาลมีปัญหา ยุยงให้ผู้ปกครองท่านอื่น ๆ ไปขอดูวีดีโอที่โรงเรียน หลังจากที่ดิฉันได้ทำความเข้าใจข่าวนี้แล้ว จึงเสนอให้ครูใหญ่หูส่งเสริมประเพณีนิยมที่ “ศึกษาหาความรู้ด้วยความซื่อสัตย์มีสัจจะ” เป็นฝ่ายเสนอให้ผู้ปกครองทั้งหลายในห้องมาตรวจตราและควบคุมอย่างเปิดเผย เมื่อทางโรงเรียนติดต่อผู้ปกครอง ท่านเหล่านั้นกลับบอกว่าพวกเขาเชื่อมั่นต่อโรงเรียนอนุบาล ไม่จำเป็นต้องดูวีดีโออีกแล้ว


หลังจากนั้นหนึ่งสัปดาห์ เราได้ต้อนรับการตรวจสอบขนาดใหญ่ร่วมกันหลายแผนกของรัฐแบบฉับพลัน อาทิ อุตสาหกรรมการพาณิชย์ ถนนหนทาง และการป้องกันอัคคีภัย ฯลฯ เท่าที่ทราบผู้ปกครองท่านนี้ไม่พอใจผลการจัดการของตำรวจ ได้ยื่นหนังสือร้องเรียนเราและสถานีตำรวจต่อคณะกรรมการบริหารระดับเขตทุกแผนก เมื่อร่วมกันตรวจสอบ เรื่องนี้ยังมิได้พิจารณาตัดสิน ผู้นำทั้งหลายได้พูดกับครูใหญ่หูอย่างเข้มงวด “ขอเพียงมีปัญหาเล็กน้อย โรงเรียนอนุบาลจำเป็นต้องปิดหมดทันที ไม่มีช่องว่างให้ปรึกษาหารือได้ เวลานั้นครูใหญ่หูร้อนใจมาก โทรศัพท์มาถามดิฉัน สามีดิฉันพูดไปตอนหนึ่ง ดิฉันรู้สึกว่าอบรมได้ดี จึงถ่ายทอดให้เธอว่า “โรงเรียนอนุบาลเหมือนดั่งคน มีอายุขัยที่จำกัด ข้อที่ 1 หากเรามีอายุขัย 13 ปี ถ้าเช่นนั้นใน 13 ปีนี้ เราทำงานอย่างเอาจริงเอาจัง ไม่ได้ผิดต่อเด็กและคำมั่นสัญญาหนึ่งชั้นหนึ่งประเภทของโรงเรียนอนุบาลตอนเริ่มแรกต่อชุมชน ได้อบรมบ่มเพาะคุณครูที่ยอดเยี่ยมอย่างเธอรุ่นหนึ่งเราไม่ได้ขาดทุน ที่นี่เปิดไม่ได้ มีบุคลากรอย่างพวกเธออยู่ เราไปถึงที่ไหนก็ทำให้เป็นโรงเรียนอนุบาลที่ดีได้เช่นเดียวกัน ข้อที่ 2 หากชีวิตเรามีอายุเพียง 13 ปี ขอเพียงมีความหวังสักเล็กน้อย เราล้วนต้องพยายามช่วงชิง ดังนั้น จงปล่อยวางความเป็นความตายเสีย ขอเพียงเราทำอย่างจริงจัง ไม่ต้องยึดติดกับผลลัพธ์ คุณไปรายงานต่อฝ่ายนำ บอกว่าเราประสานกับรัฐบาลอย่างแน่นอน หากให้เราทำต่อไป เราจะทำให้เป็นโรงเรียนอนุบาลที่ดีที่สุด หากให้เราปิด เราก็ให้ความร่วมมือกับรัฐบาลอย่างเอาการเอางานแน่นอน จะให้ค่าปลอบขวัญแก่ผู้ปกครอง ตลอดจนเด็กที่ต้องหยุดเรียนและครูที่ต้องถูกเลิกจ้าง จะไม่ทำให้รัฐบาลต้องยุ่งยากเด็ดขาด” ท้ายที่สุดเราได้ปรึกษาหารือแล้วกำหนดว่า ไม่ว่าจะประสบกับสภาพเช่นไร ต้อง “ให้คุณประโยชน์แก่ผู้อื่น”

บ่ายวันหนึ่งของสัปดาห์ที่สอง เราได้ต้อนรับการตรวจสอบอย่างฉับพลันของฝ่ายนำที่มีระดับสูงกว่าคือ รองหัวหน้าระดับเขตของฝ่ายรับผิดชอบควบคุมการศึกษามาเยี่ยมโรงเรียนอนุบาลและจู่โจมตรวจสอบด้วยตนเอง เวลานั้นทางฝ่ายนำยังไม่ได้รับฟังคำรายงานใด ๆ แต่ได้เดินดูทั่วทุกซอกทุกมุมของโรงเรียนด้วยตนเองภายในเวลาหนึ่งชั่วโมง กระทั่งแผ่นกั้นหนูในห้องโกดังเก็บของและโรงอาหาร สลักหัวก๊อกดับเพลิง และอุปกรณ์ติดตั้งเครื่องตรวจตราและควบคุม เป็นต้น รวมทั้งบรรดาข้อปลีกย่อยอื่น ๆ ล้วนไปตรวจสอบและกระทำด้วยตนเองทั้งสิ้น สุดท้ายรองหัวหน้าระดับเขตฝากคำพูดไว้ประโยคหนึ่งว่า “ปัจจุบัน ณ เวลานี้ โรงเรียนอนุบาลที่ดีเช่นนี้ เหตุใดจึงไม่โฆษณา”


สองสัปดาห์ผ่านไป ภายใต้การมาเป็นเพื่อนของตำรวจ ผู้ปกครองได้ดูตรวจตราและควบคุมทั้งหมดแล้ว มิเพียงไม่มีข้อสงสัยว่าคุณครูทารุณเด็กแม้แต่น้อย หากยังมีสิ่งละอันพันละน้อยของคุณครูทั้งหลายที่ให้การคุ้มครองเด็กอย่างละเอียดรอบคอบจนทำให้ตำรวจที่ดูวีดีโอซาบซึ้งใจ ตำรวจบอกเราว่า เมื่อมองเห็นเวลานอนพักเที่ยงทุกวัน รายละเอียดที่คุณครูคอยห่มผ้าห่มให้กับเด็กที่ถีบผ้าห่มทิ้งอยู่ตลอด เหล่านี้ พวกเขาบอกว่าท่าทีของตนที่มีต่อลูกของตนยังไม่ได้ละเอียดเช่นนี้เลย ดังนั้น ตำรวจ 6 ท่านที่มีลูกในสถานีตำรวจเตรียมส่งลูกของตนมาเรียนที่โรงเรียนอนุบาล เราได้รับการแจ้งให้ทราบจากสำนักงานถนนหนทางว่า รองหัวหน้าระดับเขตระบุชื่อด้วยตนเองว่า ทางสำนักงานถนนหนทางรายงานโรงเรียนอนุบาลดีเด่นต่อหน่วยเหนือมีเพียงหนึ่งเดียวคือ โรงเรียนของเราแห่งเดียว จากนั้นมา ตำรวจแจ้งเราว่ารอแต่ทางผู้ปกครองมาดำเนินเรื่องจำหน่ายคดีที่สถานีตำรวจเท่านั้น ก็ยุติหัสละครเรื่องนี้ได้อย่างเป็นทางการ ในสองสัปดาห์ที่ใจหายใจคว่ำ วิกฤตกำลังจะผ่านพ้นไป เรื่องทุกเรื่องคล้ายกับว่าได้กลายเป็นเรื่องดีไปเสียแล้ว...


ในกระบวนการนี้ ในฐานะที่ดิฉันเป็นผู้อำนวยการยังไม่ได้ไปยังโรงเรียนที่เกิดเรื่องด้วยตนเอง นับว่าดิฉันได้ใช้โทรศัพท์คุยกับครูใหญ่หู เราโทรติดต่อกันประมาณ 6 - 7 ครั้งเท่านั้น ตั้งแต่เริ่มต้นดิฉันไม่ทราบเลยว่าเรื่องดีเรื่องนี้ดีอยู่ตรงไหนกันแน่ เพียงแต่พยายามสุดความสามารถให้กำลังใจทุกคนต่อทุกเรื่องที่เกิดขึ้นให้ทำคุณสมบัติ “ให้คุณประโยชน์แก่ผู้อื่น” จนเป็นอัตลักษณ์ แต่ตามการพัฒนาของสถานการณ์ จิตใจของเราเริ่มมีความมั่นใจยิ่งขึ้น ต่อมาทุกคนยิ่งเชื่อมั่นต่อกฎเกณฑ์ชีวิตอย่างแน่วแน่ว่า “ช่วยเหลือผู้อื่นสุดใจตนเองยิ่งมั่งคั่ง ให้ผู้อื่นเต็มที่ ตนเองยิ่งอุดมสมบูรณ์” ขอเพียงเราให้คุณประโยชน์แก่ผู้อื่นเสมอ ถ้าเช่นนั้นบรรดาคนทั้งหลายล้วนมาให้คุณประโยชน์แก่เรา


ท่านอาจารย์เคยกล่าวว่า “จุดสำคัญของการเปลี่ยนแปลงระหว่างภัยกับโชคคือ ความคิดที่ดี” เวลานั้นเรายังเคยเชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่ง แต่เวลานี้ได้พิสูจน์ด้วยตนเองแล้ว จึงศรัทธาคำสอนของท่านอย่างแท้จริง แต่ “ความคิดที่ดี” มิเพียงเกิดขึ้นเมื่อมีเรื่องเท่านั้น แต่เป็นการสั่งสมขั้นตอนการคิดที่ให้คุณประโยชน์แก่ผู้อื่นจำนวนมากก่อนหน้านี้จนเกิดการเปลี่ยนเป็นคุณภาพ สุดท้ายจึงเกิดเป็นผลพวงใหญ่ที่แท้จริงได้ ขั้นตอนการหวนรำลึกถึงเรื่องนี้อย่างละเอียด เราขอสรุปเป็นกฎเกณฑ์ข้อหนึ่งดังต่อไปนี้คือ การคิดเป็นตัวกำหนดชะตาชีวิต การคิดที่ได้ผลที่สุดมิใช่สิ่งอื่น แต่เป็นการ “ให้คุณประโยชน์แก่ผู้อื่น”


1. การคิดที่ให้คุณประโยชน์แก่ผู้อื่น ให้ปณิธานแรกเริ่มเป็นตัวกำหนดวงโคจรชีวิต

เมื่อปี ค.ศ. 2004 ในการบังเอิญที่ต่อเนื่องกัน กำลังทางเศรษฐกิจของดิฉันมิใช่ดีที่สุด และมิได้เป็นผู้แข่งขันประกวดราคาที่ให้ราคาสูงสุด เวลานั้นมีโรงเรียนอนุบาล 5 แห่งเข้าแข่งขันการประมูล แต่ดิฉันได้ถูกเลือกโดยคณะกรรมการของเจ้าของกิจการให้เป็นผู้บริหารโรงเรียนอนุบาลแห่งนี้ นี่เป็นโรงเรียนอนุบาลสาขาแห่งแรกที่ดิฉันได้บุกเบิกพัฒนา เพื่อตอบแทนพ่อค้าบุกเบิกและคณะกรรมการเจ้าของกิจการที่ให้ความเชื่อถือ ดิฉันให้คำมั่นสัญญาว่าจะนำชื่อเสียงมาให้ชุมชนอย่างแน่นอน โดยทำให้เป็นโรงเรียนอนุบาลดีเด่นชั้นหนึ่งประเภทเดียว ตั้งแต่นี้ต่อไป การบริหารทั้งหมดของโรงเรียนอนุบาลแห่งนี้ล้วนแต่ดำเนินตามมาตรฐานสูงสุดของชั้นหนึ่งประเภทเดียวได้สร้างรากฐานการบริหารจัดการที่แข็งแกร่งและเหนียวแน่นไว้ณ ที่นี้


แต่เมื่อรับโรงเรียนอนุบาลแห่งนี้ในปีค.ศ. 2004 แล้ว เนื่องจากตอนนั้นไม่มีประสบการณ์ เวลาส่งมอบดิฉันไม่ได้ตรวจสอบการป้องกันอัคคีภัยว่ามีเรียบร้อยหรือไม่ก่อนรับโอนโรงเรียนอนุบาลจากพ่อค้าบุกเบิกเวลาผ่านไป 12 ปี เฉพาะเรื่องนี้ระหว่างเรากับพ่อค้าบุกเบิกได้มีการเจรจาตลอดมาแต่ไม่ได้ผล จนถึงปี 2016 ดิฉันตัดสินใจลงทุนติดตั้งอุปกรณ์ป้องกันอัคคีภัยทั้งหมดด้วยตนเอง เนื่องด้วยได้พิจารณาแล้วพิจารณาอีก ดิฉันรู้สึกว่าแม้ตามเหตุผลเรื่องนี้เป็นภาระหน้าที่ของพ่อค้าบุกเบิกพึงกระทำ แต่หากเราอ้างแต่ความชอบธรรมโดยไม่ยอมอ่อนข้อให้ เพื่อค่าใช้จ่ายล้านหยวนโดยโต้เถียงกับอีกฝ่ายหนึ่งไม่หยุดไม่หย่อน ต้องเกิดเรื่องขึ้นจริง ๆ มิเพียงต้องผิดต่อเด็กๆ และคุณครูเหล่านี้ ดิฉันเองก็ต้องเข้าไปนั่งอยู่ในคุก ด้วยเหตุนี้ หลังจากเราออกค่าใช้จ่ายติดตั้งอุปกรณ์ป้องกันอัคคีภัยเองแล้ว หัวใจที่แขวนไว้ 12 ปีจึงได้ปล่อยวางลงในที่สุด ภายใต้การจู่โจมตรวจสอบของฝ่ายนำครั้งนี้ รองหัวหน้าเขตเป็นคนบิดเปิดสลักหัวก๊อกดับเพลิงด้วยตนเอง ตรวจสอบอุปกรณ์ติดตั้งการป้องกันภัยน้ำท่วม เป็นต้น ครูใหญ่หูบอกดิฉันว่า ตอนนั้นเธอทั้งรู้สึกดีใจและปลงอนิจจังว่า ทุกสิ่งทุกอย่างที่เราทำไป ล้วนเป็นการเพื่อตนเองทั้งนั้นจริงๆ หมายความว่า ค่าใช้จ่ายการปรับปรุงการป้องกันอัคคีภัยเกือบล้านหยวนในปีนั้นเป็นการซื้อประกันภัยในวันนี้ มิฉะนั้น การจู่โจมตรวจสอบครั้งนี้ จุดจบของเราคือ “รีบยุติโรงเรียนอนุบาลทำการปรับปรุงใหม่” ติดไว้บนบอร์ดอย่างแน่นอน


ดังนั้น หากปณิธานเริ่มแรกไม่มีการให้คุณประโยชน์แก่ผู้อื่น จึงเหมือนคนที่เกิดมามีความบกพร่องโดยธรรมชาติ ชีวิตไม่อาจยืนยาวได้

2. การคิดที่ให้คุณประโยชน์แก่ผู้อื่น นำผลสู่ความสำเร็จ

ขั้นตอนการคิดของคนเราอาศัยการฝึกฝนแล้วเปลี่ยนแปลงได้ ประมาณก่อนและหลังปี 2014 เพื่อขานรับการเรียกร้องของเลขาธิการใหญ่สีจิ้นผิง เราให้กำลังใจคุณครูและพนักงานในโรงเรียนอนุบาลศึกษาประยุกต์ใช้คัมภีร์ “เต้าเต๋อจิง” เป็นต้น อันเป็นวัฒนธรรมสืบทอดที่ดีเยี่ยม ชี้นำทุกคนเมื่อพบปัญหาให้ค้นหาปัญหาจากตนเองก่อน ทำตนให้ดี ให้คุณประโยชน์แก่ผู้อื่น สำนึกบุญคุณประเทศชาติและสังคม ซึ่งยืนหยัดมาเป็นเวลาสามปี ทำให้ทัศนคติ “ให้คุณประโยชน์แก่ผู้อื่น” ได้ปลูกฝังลงในจิตใจของคุณครูและพนักงานเหมือนดั่งให้การศึกษาที่ดีต่อพวกเขา


ทั่วทั้งโรงเรียนอนุบาลร่วมกันศึกษาคัมภีร์ “เต้าเต๋อจิง” ระหว่างดิฉันกับทีมงานบริหารจึงสามารถร่วมกระตุ้นในความถี่เดียวกันได้ เวลาทำงานหัวสมองและมือเท้าจึงจะประสานสอดคล้องเป็นหนึ่งเดียวกันได้ แก้ไขปัญหามีประสิทธิผลสูง ดังนั้น เมื่อเกิดวิกฤต ความคิดแวบแรกที่โผล่ขึ้นในสมองคือ “ทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้นล้วนเป็นเรื่องดี” ซึ่งเหมือนกับการโทรศัพท์ โทรติดโดยตรงสู่ผลของความสำเร็จ จากนั้นทุกครั้งที่เกิดอุปสรรค การคิดที่ผ่านการฝึกอบรมล้วนแต่สะท้อนว่า “นี่พึงสำนึกบุญคุณ” “นี่พึงพิจารณาปัญหาจากมุมมองของผู้อื่น” จุดหัวเลี้ยวหัวต่อทุกจุดดุจดังสถานีฐานสัญญาณโทรศัพท์ ซึ่งอยู่ในกระบวนการอย่างถูกต้อง หมุนโทรศัพท์ด้วยเนื้อหา “ทุกเรื่องที่เกิดขึ้นล้วนเป็นเรื่องดีทั้งนั้น” ไปยังสถานีถัดไปอย่างแม่นยำ ดังนั้น รับต่อกันเป็นทอด ๆ สุดท้ายจึงสามารถรับผลของ “เรื่องดี” ได้


การบริหารธุรกิจได้ดีหรือไม่ จะดูเพียงคนใดคนหนึ่งหรือแผนกใดแผนกหนึ่งไม่ได้ แต่ต้องดูความสามารถในการร่วมแรงของทั่วทั้งทีมงาน ดิฉันโชคดีมากที่ตอนแรกจูงมือครูใหญ่หูไปศึกษาประยุกต์ใช้คัมภีร์ “เต้าเต๋อจิง” ท่านยังนำวัฒนธรรมเต้าเต๋อไปใช้ในโรงเรียนอนุบาลทันที ด้วยเหตุนี้ กรณีนี้ดิฉันแทบจะไม่ได้ไปที่เกิดเหตุด้วยตนเอง อาศัยการติดต่อทางโทรศัพท์เพียงไม่กี่ครั้งเท่านั้น โดยเห็นด้วยกับแผนงานและภาวจิตในการรับมือกับคู่ต่อสู้ ผู้บริหารระดับสูงในโรงเรียนอนุบาลจัดการปัญหากันเองจนชนะคดีที่มีคู่ต่อสู้ผู้แข็งแกร่งนี้ได้ สำหรับเรื่องนี้ดิฉันรู้สึกละอายใจมาก ในเวลาเดียวกันยังรู้สึกภาคภูมิใจต่อทีมงานที่ยอดเยี่ยมทีมนี้


ดังนั้น ธุรกิจจึงเปรียบเหมือนชีวิต ตนคิดอยากจะมีชีวิตที่ดี จึงจำเป็นต้องให้คุณประโยชน์แก่ผู้อื่นคือ ต่อชั้นบนต้องให้คุณประโยชน์แก่ประเทศชาติ ต่อชั้นล่างต้องให้คุณประโยชน์แก่พนักงานและกรรมกร ต่อคนรอบข้างต้องให้คุณประโยชน์แก่ความสัมพันธ์ของอุปสงค์และอุปทานทุกอย่าง เนื่องจากโลกนี้เป็นกระจกเงาบานหนึ่ง เราทำอะไรต่อโลก โลกจะคืนเราอย่างนั้น ธุรกิจดุจดังชีวิต ต้องการบำรุงรักษาเช่นเดียวกัน และการให้คุณประโยชน์แก่ผู้อื่นจึงเป็นอาหารเสริมที่ดีที่สุดในชีวิตธุรกิจ


บทสรุป การเกิดแก่เจ็บตายของธุรกิจ คือ ความหมายและโฉมหน้าที่แท้จริงของชีวิต

ธุรกิจเป็นองค์ชีวิตที่สมบูรณ์แบบ กฎเกณฑ์ของชีวิตคือ “สรรพสิ่งเมื่อแข็งแกร่งเต็มที่ย่อมเสื่อม” โฉมหน้าที่แท้จริงของชีวิตคือ “การเกิดแก่เจ็บตาย” ไม่ว่าจะเคยสมบูรณ์แบบอย่างไร เมื่ออยู่ในโลกที่เปลี่ยนแปลงนี้ การดำรงอยู่อย่างนิรันดรฺนั้นเป็นไปไม่ได้ แต่ใครบ้างที่บริหารธุรกิจไม่อยากคิดอยู่อย่างยั่งยืนเล่า ในเมื่อรู้ชัดเจนแล้วว่าไม่อาจอยู่ตลอดกาล แล้วความหมายของการบริหารธุรกิจอยู่ที่ไหนกันแน่

ธาตุแท้ของการบริหารธุรกิจกับชีวิตและการแต่งงานนั้นเหมือนกัน ซึ่งมิใช่แสวงหาความนิรันดร์ แต่ใช้กระบวนการบริหารมาดำเนินการฝึกฝนหลอมหล่อชีวิตครั้งหนึ่ง การฝึกฝนหลอมหล่อครั้งนี้ ต่อการฝึกฝนภายในที่ “ถอนตัวเมื่อสัมฤทธิ์ผล” ก็คือ ตนสัมฤทธิ์ผลแล้ว ยังต้องบ่มเพาะเสาหลักของธุรกิจและสังคม เหลือช่องว่างไว้เป็นเวทีสำหรับผู้มาทีหลัง จะได้เต้นรำท่าใหม่ๆ มอบคุณูปการทั้งหมดให้แก่ผู้อื่น ในทำนองเดียวกัน ต่อการฝึกฝนภายนอกที่ “เต๋าที่ยิ่งใหญ่แพร่หลายไปทั่วโลก คนทั่วโลกเพื่อส่วนรวม” หมายถึง ให้ธุรกิจแบกรับภาระหน้าที่ของสังคม ทำตนให้สมบูรณ์ตามลิขิตฟ้า ให้สังคมถือว่ามีเราอยู่รู้สึกเป็นเกียรติ ให้การดำรงอยู่ของเราเป็นการเพิ่มสีสันและเกียรติยศแก่โลกใบนี้

อาจารย์ของดิฉันเคยสอนสั่งดิฉันว่า “ยุทธศาสตร์มูลฐานของชีวิตคือการสร้างคุณสมบัติ เรื่องนี้เกี่ยวกับการผนึกรวมกันของแก่นสารพลังชีวิตและจิต มีเพียงเต้าเต๋อและการเชื่อมั่นคนเอง ชีวิตจึงจะมีความสมบูรณ์และอิสระ” ธุรกิจก็เป็นองค์ชีวิตหนึ่ง หากเปลี่ยนคำว่า “ชีวิต” ในประโยคนี้เป็น “ธุรกิจ” ก็มีพลังและอำนาจโน้มน้าวจิตใจได้เช่นเดียวกัน เมื่อเป็นเช่นนี้จึงขอใช้คำพูดประโยคนี้เป็นประโยคสุดท้ายของบทความบทนี้ว่า “ยุทธศาสตร์มูลฐานของชีวิตคือการสร้างคุณสมบัติ เรื่องนี้เกี่ยวกับการผนึกรวมกันของแก่นสารพลังชีวิตและจิต มีเพียงเต้าเต๋อและการเชื่อมั่นตนเอง ธุรกิจจึงจะมีความสมบูรณ์และอิสระ”

1 view0 comments