ปรับความสัมพันธ์ระหว่างแม่กับลูกสะใภ้ให้ดีเป็นการเปลี่ยนชะตาชีวิต : จิ้งเฟิน



เมื่อเดือนพฤศจิกายนปี 2017 เพื่อสุขภาพดิฉันจึงเดินเข้าเมืองวัฒนธรรมเต้าเต๋อเหลาจื่อสากล ช่วงที่อยู่เมืองวัฒนธรรมอาจารย์ท่านหนึ่งได้เล่าเรื่องให้พวกเราฟังเกี่ยวกับการเชื่อมมูลรากกับบิดามารดา ท่านพูดว่า “พลังของชีวิตมาจากการเชื่อมมูลรากกับบิดามารดา ไม่ว่าบิดามารดาจะมีอะไรสุดที่จะรับได้ เราก็ต้องยอมรับ” เมื่อดิฉันนำมาเทียบกับตัวเองให้รู้สึกละอายใจมาก

เดิมทีนิสัยของดิฉันค่อนข้างใจร้อน อารมณ์ก็หุนหันพลันแล่น ส่วนใหญ่งานในครอบครัวดิฉันเป็นผู้ตัดสินใจ ดิฉันรู้สึกเสมอมาว่าสามีทำไม่ถูกอย่างนี้บ้างอย่างนั้นบ้าง อาทิ การจัดการปัญหาระหว่างดิฉันกับคุณแม่ของเขา ตอนที่คุณแม่เขายังสาวอยู่เป็นหญิงแกร่งและมีบารมีมาก สามีดิฉันมีพี่น้องหลายคน เขาเป็นคนที่ 4 เราแต่งงานวันเดียวกันกับพี่คนที่ 3 เนื่องจากในครอบครัวมีคนมาก เราแต่งงานกันได้ 3 เดือนคุณแม่สามีจึงแยกครัวกับเรา เวลาแบ่งสมบัติกันเนื่องด้วยความไม่ยุติธรรมของคุณแม่สามี ดิฉันรู้สึกโกรธแค้นอยู่ในใจ ต่อมาคุณแม่สามียังให้อย่างนี้อย่างนั้นแก่พี่คนที่ 3 ครั้งแล้วครั้งเล่า ดิฉันจึงบันดาลโทสะ แต่เป็นเพราะบารมีของคุณแม่สามี ดิฉันจึงไม่กล้าไปต่อว่าต่อขานกับท่าน จึงหันมาใช้อารมณ์ใส่ที่สามี ดิฉันพูดว่า “แม่คุณเป็นอะไรไป ทำไมจึงทำกับเราอย่างนี้ เด็กๆ ยังไม่ยอมช่วยดูแล เขาเป็นแม่แท้ๆ ของคุณหรือเปล่า ทำไมจึงไม่ยุติธรรมแบบนี้เล่า” ต้นปีนี้คุณแม่สามีซึ่งมีอายุ 99 ปีหกล้มเป็นเหตุให้กระดูกหัก บัดนี้ต้องนอนพักอยู่บนเตียงให้คนดูแลทุกอย่างตลอด 24 ชั่วโมง แม้ถึงคิวเวรของสามี ดิฉันจะไปเป็นผู้ป้อนข้าว เช็ดตัว แต่ยังมักจะรู้สึกตะขิดตะขวงใจ เพราะในใจดิฉันยังเคียดแค้นท่าน ดังนั้น เวลาทำเรื่องเหล่านี้ใช่ว่าดิฉันจะทำด้วยความสมัครใจ

เมื่ออยู่ที่เมืองวัฒนธรรม ท่านอาจารย์อธิบายถึง “บรรดาเรื่องที่ไม่ราบรื่นทั้งหลายของชีวิต วิธีแก้ที่ดีที่สุดคือ เชื่อมมูลรากกับบิดามารดา” ณ เวลานี้ดิฉันคิดถึงปัญหาสุขภาพของตนเองว่า เหตุใดดิฉันได้รับประทานยาเป็นกำมือทุกวัน อาการป่วยยังไม่หายสักที เป็นเพราะเกี่ยวกับปัญหาไม่ได้เชื่อมมูลรากกับบิดามารดากระนั้นหรือ ดิฉันคิดเป็นเวลานานมาก รู้สึกว่านี่เป็นเรื่องที่จาต้องเป็นไป แม้แต่การเชื่อมมูลรากยังไม่ได้เชื่อมต่อและรักษาไว้ให้ดี แล้วสุขภาพดิฉันจะดีได้อย่างไร ต้นไม้ที่หยั่งรากลึกจึงจะมีใบไม้ที่ดกดำได้ ดิฉันอยากจะเปลี่ยนชะตาชีวิต จึงจำเป็นต้องปรับเปลี่ยนความสัมพันธ์ให้ดี โดยเฉพาะอย่างยิ่งคือความสัมพันธ์กับบิดามารดา เมื่อผ่านการศึกษาที่เมืองวัฒนธรรมและการแบ่งปันประสบการณ์ของครอบครัวชาวเต้าซิ่น ดิฉันคิดว่าหากไม่ขจัดความเคียดแค้นระหว่างแม่สามีกับลูกสะใภ้ใน 38 ปีนี้ให้หมดไป คงไม่อาจช่วยดิฉันได้แล้วจริงๆ โดยเฉพาะสิ่งที่คิดได้ว่า ถึงแม้ดิฉันจะเป็นคนอารมณ์ร้ายมากก็ตาม โดยใช้ถ้อยคำภาษาที่ไม่สุภาพกับสามีและคุณแม่สามี แต่สามีดิฉันมักจะให้อภัยโดยไม่ถือสาอะไร ดิฉันรู้สึกขอบคุณในความใจกว้างและให้อภัยของสามีตลอดมาหลายปีมานี้ ดิฉันอยากพูดกับเขาจากส่วนลึกของจิตใจว่า “ขอโทษ โปรดให้อภัย ขอขอบคุณ ฉันรักคุณ”

ดังนั้น เมื่อกลับจากเมืองวัฒนธรรมพอได้กลับบ้าน จึงรีบไปยอมรับผิดกับคุณแม่สามี หลังจากนั้นใจดิฉันรู้สึกโล่งอก จิตใจผ่อนคลายสบาย บัดนี้ดิฉันได้เปลี่ยนพฤติกรรมที่ไม่ยอมด้วยความสมัครใจของแต่ก่อนมาเป็นการยอมด้วยความสุดจิตสุดใจ ไปดูแลปรนนิบัติคุณแม่สามีด้วยใบหน้าที่ยิ้มแย้มแจ่มใส ในขณะเดียวกันยังพูดคุยสัพเพเหระกับท่านด้วย ซื้ออาหารที่ท่านชอบรับประทานมาให้ ด้วยเหตุนี้ คุณแม่สามีก็ดีใจมาก ดิฉันเองก็อานวยพรให้ท่านฟื้นคืนสุขภาพได้เร็ววัน ให้ท่านได้ใช้ชีวิตในยามที่มีชีวิตอยู่ได้อย่างมีความสุข คุณแม่สามีสามารถมีสุขภาพแข็งแรงและมีความสุขก็เป็นวาสนาของเราชนรุ่นอายุน้อยกว่า ท่านมีความสุขเรายิ่งมีความสุข

การศึกษาประยุกต์ใช้คัมภีร์เต้าเต๋อจิงที่เมืองวัฒนธรรมเป็นเวลา 7 วัน ดิฉันได้เก็บเกี่ยวผลการศึกษาได้เต็มๆ แต่การกลับบ้านจึงจะเป็นการเริ่มต้นศึกษาประยุกต์ใช้อย่างแท้จริง เส้นทางการศึกษาประยุกต์ใช้คัมภีร์ “เต้าเต๋อจิง” ยังอีกยาวไกลมาก สิ่งที่ดิฉันต้องปรับปรุงแก้ไขยังมีอีกมาก ดิฉันจะต้องยืนหยัดรักษาความศรัทธาอย่างเด็ดเดี่ยวแน่วแน่ ขัดเกลาคุณสมบัติของตนให้ถึงขั้นเทพ แล้วใช้คุณสมบัติขั้นเทพกับคำพูดและการกระทำในชีวิตประจาวัน กระทำตนให้ดี จากนั้นแล้วถ่ายทอดความรักไปทั่ว

1 view0 comments