อันที่จริงชีวิตคือการทัศนาจร : อวิ้นเฉิง


ในคัมภีร์ “เต้าเต๋อจิง” บทที่ 25 ท่านเหลาจื่อกล่าวว่า “มีสิ่งหนึ่งมิอาจแบ่งแยก เกิดก่อนฟ้าดิน และให้นามว่า ‘ยิ่งใหญ่’ ยิ่งใหญ่จนมองไม่เห็น เรียกว่า ‘ดำเนินไป’ ดำเนินไปถึงสุดขอบฟ้า เรียกว่า ‘ยาวไกล’ เมื่อย้อนกลับ เรียกว่า ‘หวนกลับ’ ” อันที่จริงได้บอกเรื่องที่เป็นจริงซึ่งมีความสำคัญแก่เราแล้วว่า คนเราทุกคนถือกำเนิดมาในโลกเป็นเพียงการทัศนาจรเท่านั้น ผู้คนที่เข้าใจความหมายนี้ได้อย่างแท้จริง จึงจะฟังเข้าใจคำสอนของท่านอาจารย์ว่า “เหลือแบบอย่างที่ดีไว้ พาวิญญาณที่ดีไป” แน่นอน รู้ไม่เท่ากับว่าทำได้ คนส่วนมากต้องการอาศัยการศึกษา ฝึกฝน และหลังจากได้มาตรฐานแล้ว จึงจะสามารถขึ้นรถขบวนนี้ได้ มิฉะนั้น ประโยคที่ว่า “หลุดพ้นชั่วชีวิตหนึ่ง ตลอดไปชั่วนิรันดร์” จึงเป็นประภาคารที่อยู่ห่างไกลไปตลอดเท่านั้น

หากชีวิตเป็นการทัศนาจรจริง ๆ เราล้วนแต่เข้าใจว่า เดินทางตัวเบาประหยัดทั้งใจ แรงกายและปลื้มปีติยินดี แต่ความจริง มีคนจำนวนมากกลับ “เดินทางด้วยภาระหนัก” ตลอดจนไม่เพียงร่างกายตนเป็นทุกข์ ยังทำให้ญาติสนิทมิตรสหายและคนในครอบครัวเดือดร้อนอีกด้วย เมื่อปลายปี ค.ศ. 2016 พ่อตาอาวุโสของผมเกิดเป็นอัมพฤกษ์อัมพาตอย่างกระทันหัน แม้อยู่ภายใต้การดูแลรักษาของแพทย์และพยาบาลอย่างเอาการเอางาน บวกกับการดูแลเอาใจใส่อย่างสุดจิตสุดใจของคนในครอบครัว ไม่กี่สัปดาห์ท่านก็ออกจากโรงพยาบาลได้ แต่หลงเหลืออาการบางอย่างคือ มือขวาของท่านแทบจะใช้งานไม่ได้เสียแล้ว การสะท้อนของสมองเมื่อเทียบกับแต่ก่อนก็มีความแตกต่างอย่างเห็นได้ชัด


เมื่อเผชิญกับสภาพเช่นนี้ ทำให้ผมอดคิดไม่ได้ว่า อะไรเป็นเหตุให้ท่านมีสภาพเช่นนี้เล่า ขออธิบายจากมุมมองของการแพทย์แผนปัจจุบัน ทำให้คนเราคิดต่อไปถึงความเคยชินทางด้านอาหารการกินที่ไม่ดีหลายอย่างของท่าน อาทิ ท่านรับประทานผักยากยิ่งกว่ารับประทานยา แทบจะไม่ทานผักสีเขียวเลย ดื่มน้ำก็เช่นกัน ทรมานยิ่งกว่าทานยาเสียอีก ด้วยเหตุนี้ จึงก่อให้เกิดสภาพดังกล่าวข้างต้นเป็นชุด ล้วนเป็นการสะท้อนที่เป็นปกติ แต่สิ่งที่ทำให้ท่านทรมานนั้นมิใช่อาการที่ไม่สบายมากมายของร่างกาย ในทางกลับกันคือการทุกข์ใจ เนื่องจากภรรยาผมตอนมีอายุ 5 – 6 ขวบเคยมีน้องชายคนหนึ่งมีอายุได้ 2 ขวบเล่นอยู่ที่คูน้ำหน้าบ้าน โชคร้ายได้จมน้ำตาย เวลานั้นพ่อตามีอายุ 35 ปี มีความรู้สึกเจ็บปวดเหมือนฟ้าถล่มที่สูญเสียลูกน้อยไป ตั้งแต่นั้นมา ท่านจึงป่วยด้วยโรคใจเช่นนี้ และนำต้นตอของความเจ็บปวดนี้ไปโทษผู้ที่ขุดคูน้ำหน้าบ้าน เราได้เห็นแล้วว่าความจงเกลียดจงชังคืออะไรจากตัวท่านคือ บางครั้งแม้ในฝันท่านยังด่าคนคนนั้น ทั้งยังทำมือทำไม้จะตีเขาด้วย อันที่จริง ปกติพ่อตาเป็นคนกระตือรือร้น ใจกว้าง และชอบช่วยเหลือผู้อื่น ดังนั้น จึงมีเพื่อนฝูงมากเป็นพิเศษ เรื่องที่คิดไม่ถึงคือ หลายปีมานี้ส่วนลึกในใจของท่านอยู่ในภาวะที่ทรมาน ใครจะพูดจูงใจอย่างไรก็ไม่ได้ผล...


ท่านเหลาจื่อกล่าวว่า “คนดีข้าดีต่อเขา คนไม่ดีข้าก็ดีด้วย เรียกว่าความดีงาม ผู้มีสัจจะ ข้าให้ความเชื่อถือ ผู้ไร้สัจจะข้าก็จริงใจ เรียกว่าเชื่อถือความมีคุณธรรม” ท่านเหลาจื่ออาศัยคำพูดสองประโยคนี้บอกเราว่า “ในฐานะของคนคนหนึ่ง ทำอย่างไรจึงจะเข้าใจหลักทำนองคลองธรรม มีแต่ปล่อยวางเท่านั้น มีเพียงปล่อยวางเรื่องยุ่งเหยิงในอดีต เรื่องน่ากลัวและเป็นห่วงในอนาคตลง จึงจะมีชีวิตอยู่ในปัจจุบันได้อย่างแท้จริง และอยู่รอดให้ดี” อันที่จริง ย่อมเป็น “ความหลงของคนที่ติดตัวมานาน” โดยเฉพาะอย่างยิ่งคือ ประเทศจีนใหม่ได้ทำการปฏิรูปและเปิดกว้างเป็นวลา 40 ปี หลังจากได้พัฒนาทางด้านเศรษฐกิจอย่างรวดเร็วแล้ว วิญญาณของผู้คนจำนวนมากไล่ไม่ทันจังหวะก้าวของความทะยานอยาก ดังนั้น จึงต้องการคัมภีร์แห่งวัฒนธรรมจีนมาหล่อเลี้ยงจิตวิญญาณของมวลมหาชนมากยิ่งขึ้น


จะเห็นได้ว่า การเผยแผ่ภูมิปัญญาในคัมภีร์ “เต้าเต๋อจิง” ของท่านเหลาจื่อสามารถทำให้ผู้คนหลุดพ้นจากความทุกข์ได้มากยิ่งขึ้น มีความสมบูรณ์พูนสุข ซึ่งเห็นได้จากอาจารย์ผู้เผยแผ่ความรักที่ยิ่งใหญ่ทั้งหลายนั้นในใจมีแต่ประชาชน เปี่ยมด้วยความเมตตากรุณา แต่ความเป็นจริงคือ ความตื่นตัวของผู้คนจำนวนมากยังต้องการโอกาส โอกาสยังมาไม่ถึง จึงดุจดังหุงข้าว หุงไม่ดีจะปนข้าวดิบ ทว่าเต๋าที่ยิ่งใหญ่มีความเรียบง่ายมาก ขอเพียงเราไม่ลืมเจตนารมณ์ดั้งเดิม เดินบนเส้นทางเผยแผ่พลังงานเชิงบวกไปชั่ว นิรันดร์ สิ่งที่ทำได้จริง ๆ คือ นิ่งรอบุปผาเบ่งบาน


เช้าวันหนึ่งของการประชุม ผู้จัดการฝ่ายธุรการได้แบ่งปันประสบการณ์ด้วยเรื่องเล็ก ๆ เรื่องหนึ่ง ฟังแล้วเป็นที่ประทับใจลึกซึ้งมาก ลูกของเธอได้ขึ้นชั้น ม.1 แล้ว วันหนึ่งได้รับโทรศัพท์จากคุณครู บอกว่าลูกชายชกต่อยกับเพื่อนนักเรียนจนมีเลือดออกที่จมูก ขอให้ผู้ปกครองมาที่โรงเรียนโดยด่วน ครั้นแล้วเธอรีบวางงานในมือแล้วไปที่โรงเรียนทันที พาลูกชายไปตรวจเช็คสุขภาพและบำบัดรักษาที่โรงพยาบาล เวลาผ่านไป 2 ช.ม. จึงจัดการแล้วเสร็จ


ระหว่างทางกลับบ้านเธอได้รับโทรศัพท์จากผู้ปกครองของเพื่อนนักเรียน โดยเสนอให้ลูกชายเธอชดใช้ค่ารักษาพยาบาลให้แก่ลูกชายเขา แต่เธอได้ปฏิเสธด้วยคำพูดที่นุ่มนวล จากนั้นผู้ปกครองของเพื่อนนักเรียนยังเสนอให้ลูกชายเขามาขอโทษลูกชายเธอในวันรุ่งขึ้น ข้อเสนอนี้มีได้ และแล้วผู้จัดการฝ่ายธุรการได้จัดการความสัมพันธ์ที่ตึงเครียดกับผู้ปกครองของเพื่อนนักเรียนให้สลายลงได้อย่างง่ายดาย วันรุ่งขึ้นหลังจากเลิกเรียนแล้วลูกชายบอกเธอว่า “คุณแม่ครับ วันนี้เพื่อนคนนั้นไม่เห็นมาขอโทษผมเลยครับ คุณพ่อเขาบอกไว้ว่าจะให้เขามาขอโทษผมมิใช่หรือครับ” คิดไม่ถึงว่า ลูกชายคนนี้ยังจำเรื่องไว้ไม่ลืม เธอจึงพูดกับลูกว่า “เรื่องนี้ลูกก็ผิดด้วย ลูกไปขอโทษเพื่อนคนนั้นก่อนก็ได้ เมื่อเป็นเช่นนี้เธอสองคนยังคบเป็นเพื่อนต่อไปได้มิใช่หรือ” ความอดทนของคุณแม่ ทำให้เด็กรับข้อเสนอนี้ได้อย่างรวดเร็ว วันที่สามเลิกเรียนกลับบ้าน ลูกตื่นเต้นดีใจพูดกับเธอว่า “วันนี้ผมเป็นฝ่ายไปขอโทษเพื่อนก่อน บัดนี้เรายังคงเป็นเพื่อนที่ดีต่อกันครับ”


เรื่องวุ่น ๆ เรื่องหนึ่ง ภายใต้การจัดการที่ใจกว้างของผู้จัดการที่มีปัญญา มิเพียงได้ให้การอบรมศึกษาเรื่องการให้อภัยแก่เด็กๆ ทั้งยังได้เพาะเมล็ดพันธุ์ที่ดีกับผู้คนเพื่อเด็กในอนาคตอีกด้วย ผู้จัดการท่านนี้เข้าทำงานในบริษัทได้ 5 – 6 ปีแล้ว พอดีกับทางบริษัทกำลังเริ่มศึกษาการเปลี่ยนแปลงจังหวะก้าวของคัมภีร์ “เต้าเต๋อจิง” นับแต่ในอดีตเธอเคยเป็นคนคิดเล็กคิดน้อยและมีปมปัญหาในใจจนกลายเป็นผู้ที่ให้อภัยและมีปัญญาในทุกวันนี้ ซึ่งต้องขอขอบคุณพลังการกล่อมเกลาของวัฒนธรรมเต้าเต๋อจริงๆ


เรายังเฝ้ารอคอยผู้มีบุญสัมพันธ์มากยิ่งขึ้น โดยให้ทุกคนสามารถยกระดับความก้าวหน้าบนเวทีที่เราพยายามร่วมกันสรรค์สร้าง ทำให้เวทีการศึกษาประยุกต์ใช้คัมภีร์ “เต้าเต๋อจิง” กลายเป็นอัตลักษณ์และจุดผันเปลี่ยนที่มีคุณค่าแก่การรำลึกท่ามกลางชีวิตสัญจรของเรา

0 views0 comments