16มค (10).JPG

2 รำมวย

พัฒนาซอฟต์แวร์หัวใจดวงที่สอง

 ทำให้โลหิตมีคุณภาพยอดเยี่ยม กระตุ้นโลหิต 9 ระบบทั่วร่างกายไหลเวียนดี ขจัดพิษจากสารอนุมูลอิสระ เนื้อหาในเพลงมวยเต้าซิ่นเป็นเข็มทิศชี้นำชีวิตอยู่เย็นเป็นสุข ด้วยเคล็ดลับทั้ง 9 ประการคือ รักเมตตาทำความดี, จิตผ่องใส

ลดกิเลส, ถ่อมตนอ่อนโยน, เทิดเต๋าทูนคุณธรรม, คนทั่วโลกเพื่อส่วนรวม, สร้างนาบุญให้มากหลาย,

ปกครองด้วยอกรรม (อู๋เหวย), ทำความดีเสมอต้นเสมอปลาย และฟ้าดินยืนยง

มวยบำรุงรักษาสุขภาพตามคัมภีร์ “เต้าเต๋อจิง” ใช้ความอ่อนช้อยเป็นหลัก มีความอ่อนนอกแข็งใน เคลื่อนไหวต่อเนื่องไม่หยุดนิ่ง ขึ้นลงซ้ายขวาประสานกัน หมุนเวียนไปเรื่อยๆ การเคลื่อนไหวเป็นรูปวงกลมของเต๋าธรรมชาติที่ยิ่งใหญ่นี้ สามารถขจัดพิษออกซิเจนที่ให้โทษต่อสุขภาพ เกิดความสมดุล มีผลป้องกันมิให้พิษของออกซิเจนมาทำลายแฟคเตอร์ยีนพันธุกรรม (genetic factor) ของมนุษย์เรา การเคลื่อนไหวที่อ่อนช้อยเป็นรูปวงกลมนี้ ไม่ว่าจะเป็นร่างกายหรือแขน ต่างก็เคลื่อนไหวไปพร้อมๆ กันในจังหวะเดียวกัน การเคลื่อนไหวในลักษณะนี้ ช่วยให้กล้ามเนื้อของเราแข็งแรงขึ้น เพราะการไหลเวียนของโลหิตมิใช่มีแต่หัวใจเท่านั้นที่ทำหน้าที่สูบฉีดอย่างเดียว การที่จะทำให้เลือดลมของเราไหลเวียนสะดวก โดยเฉพาะเซลล์ที่ผ่านการสันดาปกลายเป็นโลหิตดำไหลกลับสู่หัวใจ ยิ่งต้องการให้กล้ามเนื้อเป็นตัวช่วยในการลำเลียง หัวใจเปรียบเสมือนปั๊มน้ำที่ส่งโลหิตไปเลี้ยงเซลล์ต่างๆ สนองสารอาหารและพลังงานไปให้  แต่หน้าที่การงานเหล่านี้จะบรรลุได้อย่างราบรื่น จำเป็นต้องมีกล้ามเนื้อร่วมด้วย ดังนั้น เราจึงเรียกกล้ามเนื้อของเราว่า “หัวใจดวงที่สอง” ของมนุษย์

หลักการรำมวย คือ 1.ย่อเข่า ทิ้งน้ำหนักไว้ที่ร่างกายส่วนล่าง และขาข้างใดข้างหนึ่ง

                         2.สันหลังตั้งตรง ไม่เอนไม่เอียง ปฏิบัติตามกฎการเคลื่อนไหวของเต๋าที่เป็นรูปวงกลม

                         3.ใบหน้ายิ้มแย้ม

เวลาที่ดีที่สุดในการรำมวยคือเวลาเช้าตรู่ รองลงมาคือหลังรับประทานอาหารประมาณ 30 นาที และรองลงมาอีกคือหลังจากทำงานเสร็จหรือเวลามีอารมณ์ตึงเครียด ฝึกรำมวยรวมหมู่เป็นกลุ่มใหญ่ กระบวนท่าการรำต้องพร้อมเพรียงกัน มีระเบียบเป็นเอกภาพ เมื่อเกิดแรงกระตุ้นในจังหวะเดียวกัน จะมีประสิทธิภาพดีเป็นพิเศษ

กระบวนท่าที่ 1 รักเมตตาทำความดี

-การฝึกปฏิบัติรักเมตตาทำความดี สามารถกระตุ้นโลหิตของ “ระบบการไหลเวียน” ในหลอดเลือดให้ไหลเวียนสะดวกได้

-กระบวนท่านี้สื่อความหมายดังคัมภีร์ « เต้าเต๋อจิง » บทที่ 34 ของท่านเหลาจื่อที่กล่าวไว้ว่า  “ ‘เต๋า’ กว้างใหญ่ไร้ขอบเขต มีอยู่ทุกทิศทาง  ให้สรรพสิ่งพึ่งพาโดยไม่บ่ายเบี่ยง  มีคุณูแต่ไม่ถือครอง หล่อเลี้ยงสรรพสิ่งแต่ไม่ครอบงำ…  ”  “เต๋าที่ยิ่งใหญ่” มีอยู่ทุกหนทุกแห่ง เต๋าธรรมชาติเป็นมารดาแห่งฟ้าดิน ให้กำเนิดสรรพสิ่งในจักรวาล ทำให้มีการเกิดอย่างต่อเนื่องไม่สิ้นสุด  ตามแต่ละกฎเกณฑ์ของสรรพสิ่ง เต๋ามีเมตตาธรรมที่สุด ไม่เห็นแก่ตัวที่สุด เรียบง่ายที่สุด เปี่ยมด้วยชีวิตชีวา และอุดมด้วยพลังที่สุด 

กระบวนท่าที่ 2 จิตผ่องใสลดกิเลส

-การฝึกปฏิบัติให้มีจิตผ่องใสลดกิเลส สามารถกระตุ้นโลหิตใน “ระบบหลอดเลือดหัวใจ” ไหลเวียนสะดวกได้

-กระบวนท่านี้สื่อความหมายในคัมภีร์ « เต้าเต๋อจิง » บทที่ 44 ของท่านเหลาจื่อที่กล่าวไว้ว่า  “ชื่อเสียงกับร่างกายอะไรใกล้ตัว ร่างกายกับทรัพย์สินอะไรสำคัญ สูญเสียชีวิตกับลาภยศอะไรให้โทษ”  มักมากในชื่อเสียง  ย่อมต้องเสียค่าทดแทนอย่างหนัก  สั่งสมทรัพย์สมบัติมากเกินไป  ย่อมนำมาซึ่งความสูญเสียอันมหันต์  มนุษย์จะให้ตนมีอายุยืนยาว  ก็ต้องคอยเตือนสติตัวเอง  ให้มีจิตผ่องใสลดกิเลสอยู่เสมอ  รู้จักหยุดเมื่อถึงระดับที่พอเหมาะ  คอยขจัดสิ่งสกปรกออกไปจากจิตวิญญาณอยู่เป็นนิจ  พยายามปรับปรุงโลกทัศน์ของตนให้ถูกต้องอย่างต่อเนื่อง  ไม่แสวงหาชื่อเสียงผลประโยชน์และความทะยานอยากทางวัตถุ  ปฏิบัติตนเป็นผู้ไม่มีจุดด่างพร้อย  เป็นยาขนานวิเศษที่หล่อเลี้ยงจิตวิญญาณให้ชุ่มชื้นและมีอายุยืนยาว

กระบวนท่าที่ 3 ถ่อมตนอ่อนโยน

-การฝึกปฏิบัติให้มีความถ่อมตนอ่อนโยน สามารถกระตุ้นให้โลหิตในหลอดเลือดของ “ระบบทางเดินหายใจ” ไหลเวียนสะดวกได้

-กระบวนท่านี้สื่อความหมายในคัมภีร์ « เต้าเต๋อจิง » บทที่ 67 ของท่านเหลาจื่อที่กล่าวไว้ว่า “ข้ามีสามสิ่งวิเศษยืนหยัดรักษาไว้ หนึ่งคือ

รักเมตตา สองคือ ประหยัด สิ่งที่สามคือ อ่อนน้อมถ่อมตน” ท่านเหลาจื่อได้ยกตัวอย่างบุคคลผู้ดีเลิศว่า เป็นบุคคลที่ยอมลดตัวเหมือนน้ำ

ที่อยู่ในพื้นที่ต่ำตลอดเวลา  หล่อเลี้ยงสรรพสิ่งโดยไม่โอ้อวดตัวเอง  ความอ่อนน้อมถ่อมตนเป็นสัญลักษณ์ของทรัพย์สมบัติและพลานามัย  ทรัพย์สมบัติและพลานามัยชนิดนี้ให้ความเสมอภาคแก่ทุกคน  ท่านสะสมได้เท่าไรก็จะสนองตอบกลับไปหาตัวท่านเท่านั้น  ถ้าหากทุกๆ

คนได้ผ่านการฝึกฝนปฏิบัติตนแล้ว ก็สามารถทำให้ตัวเองมีความเจริญรุ่งเรือง จนกลายเป็นแม่เหล็กที่ดูดรับทรัพยากรดีงามไว้กับตัวเองมากยิ่งขึ้น และสิ่งนี้ก็คือ การสะท้อนกลับโดยเป็นไปเองตามธรรมชาติ

กระบวนท่าที่ 4 เทิดเต๋าทูนคุณธรรม

-การฝึกปฏิบัติให้เทิดเต๋าทูนคุณธรรม สามารถกระตุ้นโลหิตในหลอดเลือดของ “ระบบสมองใหญ่” ให้ไหลเวียนสะดวกได้

-กระบวนท่านี้อาศัยการแยกและรวมตัวของเต๋ากับคุณธรรมซึ่งสื่อความหมายว่า มนุษย์มีคุณธรรมมากเท่าไรก็มีเต๋ามากเท่านั้น ปรัชญาอันลึกล้ำของคัมภีร์ “เต้าเต๋อจิง” คือ ในคุณธรรมให้กำเนิดแก่นสารชีวิต ในแก่นสารชีวิตให้กำเนิดพลังชีวิต ในพลังชีวิตให้กำเนิดพลังจิต สิ่งที่กล่าวกันว่า “เต๋า” ให้กำเนิดสรรพสิ่ง คุณธรรมหล่อเลี้ยงฟูมฟักสรรพสิ่ง สรรพสิ่งเริ่มมีรูปทรงสัณฐานที่เป็นรูปธรรม อิทธิพลการเปลี่ยนแปลงของธรรมชาติได้กลายเป็นพลังเจริญพัฒนาภายในของสรรพสิ่ง ดังนั้น จึงกล่าวว่า สรรพสิ่งล้วนแต่เทิด “เต๋า” ทูน “คุณธรรม” เป็นสิ่งล้ำค่ากันทั้งนั้น คำนิยามของ “เต๋า” หมายถึง ศูนย์รวมของต้นกำเนิดและกฎเกณฑ์ทั่วไปของการพัฒนา การเคลื่อนไหวและการเปลี่ยนแปลงของโลกสรรพสิ่ง ส่วนคุณธรรมเป็นศูนย์รวมของประสิทธิผลและพลังที่ปรากฏออกมาจากการที่ได้ปฏิบัติคล้อยตามเต๋า และเต้าเต๋อยังเป็นจรรยาและบรรทัดฐานของการปกครอง การปฏิบัติตน อารยธรรมและความปรองดองที่ประเทศ เขตแคว้น ชนชาติ และศาสนาต่างๆ ให้ความสนับสนุนและปฏิบัติตาม ดังนั้น การเทิดเต๋าทูนคุณธรรม จึงเป็นคุณสมบัติของสรรพสิ่ง และการเทิดเต๋าทูนคุณธรรมยังเป็นคติประจำใจแห่งชีวิต

กระบวนท่าที่ 5 คนทั่วโลกเพื่อส่วนรวม

-การฝึกปฏิบัติให้คนทั่วโลกเพื่อส่วนรวม สามารถกระตุ้นโลหิตในหลอดเลือดของ “ระบบทางเดินอาหาร” ไหลเวียนสะดวกได้

-กระบวนท่านี้สื่อความหมายตามคัมภีร์ « เต้าเต๋อจิง »  บทที่ 25 ของท่านเหลาจื่อที่ กล่าวไว้ว่า “คนเจริญรอยตามดิน ดินเจริญรอยตามฟ้า ฟ้าเจริญรอยตามเต๋า เต๋าเจริญรอยตามธรรมชาติ” คนซีกโลกตะวันออกและตะวันตกร่วมอาศัยอยู่บนโลกเดียวกัน ต่างก็ได้รับแสงสว่างและความอบอุ่นจากดวงอาทิตย์ดวงเดียวกัน ดำรงชีวิตร่วมกันด้วยการแลกเปลี่ยนเสียงจากดวงใจ ในทะเลแห่งสัจธรรมชั่วนิรันดร์ มนุษยชาติที่เป็นจิตวิญญาณของฟ้าดิน ถ้าต้องการให้บรรลุอาณาจักรของชีวิตใหม่ ต้องมีจิตใจที่มิใช่ธรรมดา ต้องเอาความปรารถนาของมวลชนมาเป็นความปรารถนาของตน  และความต้องการของยุคสมัย ก็คือความต้องการของเรา ความมุ่งมั่นของประชาชน ก็คือความมุ่งมั่นของเรา มีทุกข์อยู่หน้า มีสุขอยู่หลัง ได้รับความเคารพนับถือจึงสมควรอุทิศตนให้โลกมนุษย์ จึงฝากโลกให้เขาดูแลได้ ผู้ใช้ความรักทะนุถนอมชีวิตตนไปรักทะนุถนอมคนทั้งโลก จึงฝากฝังโลกให้เขาดูแลได้ นี่แหละจึงเรียกว่า “พาตนถอยอยู่หลังผู้อื่น กลับได้รับการสนับสนุนจากปวงชน  ไม่ใส่ใจความเป็นความตาย ผลได้ผลเสียของตน กลับได้รับการปกป้องคุ้มครองจากประชาชน” มุ่งสู่ชีวิตที่สมบูรณ์ และสิ่งที่มอบให้แก่สังคมก็คือ  ความรัก ทั้งสิ้น

กระบวนท่าที่ 6 สร้างนาบุญให้มากหลาย

-การฝึกปฏิบัติสร้างนาบุญให้มากหลาย สามารถกระตุ้นให้โลหิตในหลอดเลือดของ “ระบบเนื้อเยื่อพังผืด” ไหลเวียนสะดวกได้

-กระบวนท่านี้สื่อความหมายเป็น “มังกรบูรพา” อันลี้ลับ  ซึ่งได้เน้นหนักเปิดเผยถึงโลกธรรมชาติและกฎเกณฑ์ขั้นพื้นฐานของสังคมมนุษยชาติ และเน้นว่าคุณค่าของชีวิตอยู่ที่การอุทิศตน หากมนุษย์ที่อยู่บนโลกใบนี้สามารถมอบความรักให้แก่กันแล้ว คนทั้งโลกก็จะได้รับประโยชน์กันทั่วหน้า และสังคมทั้งสังคมก็จะมีความปรองดองยิ่งขึ้น ลัทธิเอื้อประโยชน์แก่ผู้อื่นที่มีลักษณะปรองดองชนิดนี้ มีคุณต่อสุขภาพทั้งกายและใจของผู้คน การช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ถือเป็นความสุขชนิดหนึ่ง  และการทำความดีอย่างต่อเนื่อง ยิ่งทำได้มากเท่าไรก็จะได้รับอานิสงส์มากเท่านั้น  ความสัมพันธ์ระหว่างเหตุและผลได้ก่อบทบาทในปริมณฑลธรรมชาติ  และย่อมก่อบทบาทในปริมณฑลชีวิตเช่นเดียวกัน 

กระบวนท่าที่ 7 ปกครองด้วยอกรรม (อู๋เหวย)

-การฝึกปฏิบัติให้ปกครองด้วยอกรรม (อู๋เหวย) สามารถกระตุ้นให้โลหิตในหลอดเลือดของ “ระบบทางเดินปัสสาวะ” ไหลเวียนสะดวกได้

-กระบวนท่านี้สื่อความหมายในคัมภีร์  « เต้าเต๋อจิง » บทที่ 48 ของท่านเหลาจื่อที่กล่าวไว้ว่า “รู้เพิ่มเมื่อศึกษา ฝึกธรรมะบกพร่องลดน้อย ลดน้อยและลดน้อยลง ลุถึงภาวะอู๋เหวย” คำว่า “อกรรม” (อู๋เหวย)  มิใช่หมายความว่า  ไม่ทำอะไรทั้งสิ้น  แต่ “อกรรม” (อู๋เหวย) คือ การละเว้นการกระทำผิด ๆ ที่ขัดต่อกฎธรรมชาติ “อกรรม” (อู๋เหวย) คือ การไม่ทำตัวเป็นนักบุญจอมปลอม หรือทำสิ่งชั่วร้ายผิดศีลธรรม  รวมทั้งไม่ทำสิ่งที่โง่เขลาไร้คุณค่า 

กระบวนท่าที่ 8 ทำดีเสมอต้นเสมอปลาย

-การฝึกปฏิบัติทำดีเสมอต้นเสมอปลาย สามารถกระตุ้นให้โลหิตในหลอดเลือดของ “ระบบหมุนเวียนในเส้นเลือดฝอย”ไหลเวียนสะดวกได้

-กระบวนท่านี้สื่อความหมายในคัมภีร์  « เต้าเต๋อจิง » บทที่ 64 ของท่านเหลาจื่อที่กล่าวไว้ว่า “ต้นไม้ใหญ่สองโอบ เติบโดจากหน่อน้อย หอคอยสูงเก้าชั้น สร้างจากดินทีละกอง การเดินทางไกลพันลี้ เริ่มต้นจากก้าวแรก” ไม่ว่าจะเป็นชีวิตความเป็นอยู่หรือการทำธุรกิจ  เป้าหมายที่แสวงหาจะยิ่งใหญ่ขนาดไหน แรงงานและเวลาที่ต้องสูญเสียก็ยิ่งมากเท่านั้น รวมทั้งความยากลำบาก  ความสลับซับซ้อนก็จะยิ่งมากทวีคูณ ดังนั้น เวลานี้ยิ่งต้องการความกระตือรือร้น ความอดทนและความเด็ดเดี่ยว แน่วแน่ ดังเช่น ปลูกถั่วได้ถั่ว ปลูกงาได้งา มีการไถหว่านย่อมต้องมีผลเก็บเกี่ยว เคล็ดลับความสำเร็จของนักวิทยาศาสตร์ผู้ยิ่งใหญ่หลาย ๆ ท่านของโลก ล้วนแล้วแต่มีจิตใจที่มุ่งมั่นต่อการงานอย่างแรงกล้า มีความมุมานะอดทน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง มีจิตใจที่ยืนหยัดต่อเนื่องเป็นเวลายาวนาน

กระบวนท่าที่ 9 ฟ้าดินยืนยง

-การฝึกปฏิบัติให้เกิดความยั่งยืนดั่งฟ้าดินยืนยง สามารถกระตุ้นให้โลหิตในหลอดเลือดของ “ระบบโครงสร้างกระดูก” ไหลเวียนสะดวกได้

-กระบวนท่านี้สื่อความหมายในคัมภีร์  « เต้าเต๋อจิง »  บทที่ 7 ของท่านเหลาจื่อที่กล่าวไว้ว่า “ดินฟ้ายืนยง ดินฟ้าอยู่ยืนยงได้ ใช่อยู่เพื่อตน จึงอยู่ยั่งยืน” ในฐานะที่มนุษย์เป็นสัตว์ประเสริฐของโลกสรรพสิ่ง ถ้าต้องการมีชีวิตที่ยั่งยืน มีพลานามัยสมบูรณ์และความสุขสันต์ ต้องปฏิบัติตามเจตนารมณ์ที่ไม่ถือกำเนิดมาเพื่อตนของฟ้าดินก่อน ดอกไม้บานแล้วก็ร่วงโรย หมุนเวียนเป็นวัฏจักร ล้วนมีกฎเกณฑ์และมีกำหนดแน่นอน ฟ้าใช่ต้องเสาะแสวงความสดใส ความสดใสมาสู่คู่ฟ้านภาเอง ดินไม่เสาะแสวงความขุ่นมัว ความขุ่นมัวมาสถิตติดดินเอง ภูผาป่าดงใช่ต้องวอนขอวิหคมาอาศัย วิหคนกเหินมาอยู่เอง สายน้ำลำคลองท้องทะเลใช่ต้องวอนง้อปูปลามาอาศัย ปลาปูแหวกว่ายมาอยู่เอง เต๋าไม่เคยแสวงความว่างเปล่า แต่ความว่างเปล่ากลับมาหาเต๋าเอง คุณธรรมไม่เสาะแสวงหาจิตวิญญาณ จิตวิญญาณมาสถิตอยู่เอง และด้วยเหตุนี้  คัมภีร์ « เต้าเต๋อจิง » จึงเป็น “หนังสือบอกแก่มวลมนุษยชาติ” ที่ชี้เหตุผลให้เห็นโลกจักรวาลร่างกายซึ่งเกี่ยวข้องกับความลี้ลับของฟ้ายืนยาว ดินยืนยงนั่นเอง